เข้าสู่ระบบ
Username ::  
Password ::  

ลืมรหัสผ่าน / สมัครสมาชิก

 ข้อมูลสมุนไพร

ชุมเห็ดไทย
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Senna tora  (L.) Roxb. ชื่อพ้อง : Cassia tora L.
ชื่อสามัญ : Foetid Cassia
วงศ์ :  LEGUMINOSAE - CAECALPINOIDEAE
ชื่ออื่น: กิเกีย, หน่อปะหน่าเหน่อ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; ชุมเห็ดควาย, ชุมเห็ดไทย, ชุมเห็ดนา, ชุมเห็ดเล็ก (ภาคกลาง); พรมดาน (สุโขทัย); ลับมือน้อย (ภาคเหนือ); หญ้าลึกลืน (ปราจีนบุรี)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : 
ไม้พุ่มอายุหลายปี ทรงพุ่มตั้งตรง ต้นสูงประมาณ 105.83-132.65 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 12.3-17.4 มิลลิเมตร ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาลแดง ไม่มีขน ใบเรียงตัวแบบขนนกปลายคู่ (even–pinnate) ใบย่อยรูปไข่กลับ (obovate) โคนใบแหลม ปลายใบแหลมแบบติ่งหนาม (mucronate) ขนาดใบยาว 4.27-5.17 เซนติเมตร กว้าง 2.19-2.69 เซนติเมตร ก้านใบยาว 2.71-3.99 เซนติเมตร ไม่มีขน ผิวใบสีเขียวเข้ม นุ่ม (tender) หน้าใบไม่มีขน หลังใบมีขนละเอียดปกคลุมหนาแน่น ขอบใบมีรอยหยักแบบขนครุย (ciliate) ใบมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย หูใบ (stipule) แบบเข็มแหลม (filiform) สีเขียว 2 อัน ยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ออกดอกเดือน กุมภาพันธ์-มิถุนายน ดอกออกที่ซอกใบ เป็นกระจุก ดอกเดี่ยวมีก้านช่อดอกออกจากจุดเดียวกัน ช่อดอกยาว 2.71-4.03 เซนติเมตร มี 1-3 ดอกต่อช่อ ดอกสีเหลืองอมส้ม มี 5 กลีบดอก ฐานรอบกลีบดอกสีขาวอมเหลืองมีขนครุยตามขอบ อับเรณู (anther) สีเหลืองอมน้ำตาล ฝักรูปขอบขนานแบน (oblong) ฝักยาว 11.83-14.91 เซนติเมตร กว้าง 0.3-0.4 เซนติเมตร ส่วนที่ใช้ : เมล็ด ทั้งต้น ใบ และ ผล
สรรพคุณ : 
เมล็ด - ทำให้ง่วงนอนและหลับได้ดี แก้กระษัย ขับปัสสาวะพิการได้ดี เป็นยาระบายอ่อนๆ รักษาโรคผิวหนัง ทั้งต้น - ปรุงเป็นยาแก้ไข้ ขับพยาธิในท้องเด็ก รับประทานเป็นยาระบายอ่อนๆ และแก้ไอ แก้เสมหะ แก้หืด คุดทะราด ใบ - เป็นยาระบาย ผล - แก้ฟกบวม วิธีและปริมาณที่ใช้ : ทำให้ง่วงนอน และนอนหลับได้ดี ใช้เมล็ดชุมเห็ดไทย คั่วให้ดำเกรียมเหมือนเมล็ดกาแฟ แล้วทำเป็นผง ชงน้ำร้อนอย่างปรุงกาแฟ ดื่มหอมชุ่มชื่นใจดี ไม่ทำให้หัวใจสั่น ให้คนไข้ดื่มต่างน้ำ เป็นยาระบายอ่อนๆ ใช้ใบหรือทั้งต้น ประมาณ 1 กำมือ 15- 3 กรัม เมล็ด 1 หยิบมือ 5- 10 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เติมกระวาน 2 ผล เพื่อกลบรสเหม็นเขียวและเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนอาหารเช้า ส่วนเมล็ดคั่วให้เหลือง ใช้ชงเป็นน้ำชาดื่ม สารเคมี : เมล็ด พบ anthraquinone emodin chrysarobin chrysophanic acid-9-anthrone chrysophanol Rhein aloe-emodin น้ำมันจากเมล็ด พบ linoleic acid oleic acid palmitic acid stearic acid ใบ พบ chrysophanic acid emodin และ 1 68 -trihydroxy-3 methl anthraquinone
เมล็ดมีรสขมหวานชุ่ม เป็นยาเย็น โดยออกฤทธิ์ต่อตับและไต ช่วยทำให้เลือดเย็น
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย
เมล็ดนำมาคั่วชงกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงประสาท ส่วนใบหรือรากก็เป็นยาบำรุงประสาทเช่นกัน (ใบ ราก)
เมล็ดใช้เป็นยาระงับประสาท
ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ทำให้ง่วงนอน แก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยนำมาคั่วให้เกรียมคล้ายเมล็ดกาแฟแล้วนำมาบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำร้อนดื่ม จะให้รสหอมชุ่มชื่นใจดี ไม่ทำให้หัวใจสั่น ส่วนใบก็แก้อาการนอนไม่หลับได้เช่นกัน
ช่วยบำรุงกำลัง (ใช้เมล็ดคั่วชงกับน้ำดื่ม)
เมล็ดคั่วชงกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่น ส่วนผลหรือฝักชุมเห็ดไทยก็มีสรรพคุณบำรุงหัวใจเช่นกัน
ช่วยแก้กระษัย (ใช้เมล็ดคั่วชงกับน้ำดื่ม)
เมล็ดใช้เป็นยาแก้เด็กเป็นตานขโมย ด้วยการใช้เมล็ดแห้ง 10 กรัม ตับไก่ 1 คู่ นำมาบดผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อย แล้วปั้นเป็นก้อนนำมานึ่งให้สุกและใช้รับประทาน
เมล็ดใช้คั่วกับน้ำดื่มเป็นยาลดความดันชั่วคราว โดยใช้เมล็ดแห้ง 15 กรัม (บ้างว่าใช้ 30 กรัม) นำมาคั่วให้เกรียมบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำดื่มแทนน้ำชาจะช่วยลดความดันโลหิตได้ ส่วนใบก็ช่วยลดความดันโลหิตได้เช่นกัน
ช่วยรักษาอาการตาบวมแดง ตาฝ้ามัว ตาฟาง หากตาฝ้ามัว (ที่ไม่ได้เกิดจากโรคติดเชื้ออื่นใด) ให้ใช้เมล็ด 2 ถ้วยชานำมาบดเป็นผงรับประทานกับข้าวต้มเป็นประจำ และห้ามรับประทานร่วมกับปลา เนื้อหมู ต้นหอม และซิงไฉ่ (Rorippa Montana (Wall.) Small.)หากตาฟาง ให้ใช้เมล็ดแห้ง 60 กรัมและเมล็ดโคเชีย (Kochia scoparia (L.) Schrad.) แห้ง 30 กรัม นำมาบดเป็นผงรับประทานหลังอาหารครั้งละ 3 กรัมหากเยื่อตาอักเสบแบบเฉียบพลัน ก็ให้ใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยแห้งและเก๊กฮวยอย่างละ 10 กรัม บักชัก (Equisetum hiemale L.) 6 กรัม และมั่งเก๊กจี้ (Vitex rotundifolia L.) 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม
ทั้งต้นช่วยทำให้ตาสว่าง ส่วนอีกตำราระบุว่าใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยนำมาคั่วให้เกรียม ผสมกับคนทีสออย่างละเท่ากัน นำมาบดเป็นผง ใช้ครั้งละประมาณ 5-6 กรัม นำมาชงกับน้ำรับประทาน 2 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน หรือจะใช้เมล็ดแห้ง 1 ถ้วยชา มั่งเก๊กจี้ (Vitex rotundifolia L.) แห้ง 1 ถ้วยชา และเหล้าอย่างดีอีก 1 ถ้วยชา นำมาต้มจนเหล้าแห้งแล้วบดให้เป็นผง ใช้ดื่มกับน้ำอุ่นหลังอาหารและก่อนนอนครั้งละ 6 กรัม วันละ 4 ครั้ง
ทั้งต้นและใบใช้ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ (ทั้งต้นและใบ)
ใบใช้เป็นยารักษาโรคไข้มาลาเรีย
ทั้งต้นมีรสเมา ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ ไข้หวัด (ทั้งต้น ต้นและรากใบ ราก เมล็ด) หากเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ให้ใช้ทั้งต้นหรือใบแห้งประมาณ 15-30 กรัม หากใช้สดให้เพิ่มอีก 1 เท่าตัว ใช้ผสมกับชะเอมต้มน้ำดื่ม (ใบ ทั้งต้น)ส่วนตำรายาไทยจะใช้เมล็ดหรือราก โดยมักใช้คู่กับหญ้าขัด ในกรณีที่เป็นไข้ มีอาการปวดศีรษะและสันนิบาต (เมล็ด ราก)
ช่วยแก้อาการไอ (เมล็ด ทั้งต้นใบ)
ช่วยแก้เสมหะ(ทั้งต้น รากใบ)
ช่วยแก้หืด (ต้น เมล็ด ราก ทั้งต้น)
ช่วยขับน้ำชื้นและขับลมชื้น
ทั้งต้นและใบใช้ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มก่อนอาหารเช้าเป็นยาระบายอ่อน ๆ หรือยาถ่าย (หรือจะเติมผลกระวาน 2 ผลและเกลือเล็กน้อย เพื่อช่วยกลบรสเหม็นเขียว) หากใช้ใบอย่างเดียวให้ใช้ในขนาด 60 กรัม (ทั้งต้นและใบ ใบ) หรือจะใช้เมล็ดคั่วประมาณ 10-13 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบายก็ได้เช่นกัน ส่วนต้นหรือรากก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายเช่นกัน
ช่วยแก้อาการท้องผูก ท้องผูกเรื้อรัง ด้วยการใช้เมล็ดแก่แห้งที่คั่วจนเหลืองแล้วประมาณ 10-13 กรัม (ต่อวัน) นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือนำมาคั่วให้เกรียมบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำดื่มต่างน้ำชา
ช่วยแก้อาการท้องบวมน้ำ
ทั้งต้นนำมาต้มใช้เป็นยาขับพยาธิในท้อง ขับพยาธิไส้เดือน ส่วนใบใช้เป็นยาขับพยาธิสำหรับเด็กที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ ส่วนเมล็ดหรือรากก็เป็นยาขับพยาธิเช่นกัน (เมล็ด ราก)
เมล็ดเป็นยาขับปัสสาวะ ขับปัสสาวะพิการ และขับอุจจาระ ด้วยการเมล็ดใช้คั่วแห้งประมาณ 5-15 กรัม นำมาชงกับน้ำดื่ม หรือนำมาต้มกับน้ำ 1 ลิตร แล้วต้มให้เหลือ 600 มิลลิลิตร ใช้แบ่งรับประทานหลังอาหารวันละ 3 เวลา ส่วนใบก็เป็นยาขับปัสสาวะเช่นกัน
ช่วยทำให้รู้ถ่าย รู้ปิดเอง
เมล็ดใช้คั่วชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ตับอักเสบ ตับแข็ง ใช้เป็นยาขับความร้อนในตับ ขับลมในตับ
ช่วยบำรุงตับ ด้วยการใช้เมล็ดนำมาคั่วให้เกรียมผสมกับคนทีสออย่างละเท่ากัน แล้วนำมาบดเป็นผงใช้ครั้งละ 5-6 กรัม ชงกับน้ำดื่มวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
ช่วยกล่อมตับ (ทั้งต้น เมล็ด)
ใบช่วยขับน้ำเหลืองเสีย
ใบนำมาเคี่ยวกับน้ำมันละหุ่ง ใช้เป็นยาทาแก้แผลเรื้อรัง
เมล็ดใช้รักษาโรคผิวหนัง หรือนำมาบดผสมกับน้ำมันพืชใช้ทาแก้หิดและกลากเกลื้อน หรือจะนำเมล็ดมาตำร่วมกับนมเปรี้ยว ส่วนที่แข็งตัวให้ละเอียด ใช้พอกบริเวณที่เป็นกลากและผื่นคัน หรือจะใช้เมล็ดพอสมควรนำมาบดเป็นผงใช้ผสมกับจุยงิ่งฮุ่ง (Mercrous chloride HgCI) จำนวนเล็กน้อย นำมาบดผสมให้เข้ากันแล้วใช้สำลีหรือผ้าเช็ดถูบริเวณที่เป็นกลากให้สะอาดแล้วโรยยาปิดไว้จะช่วยรักษากลากได้ ส่วนรากใช้เป็นยาพอกรักษากลาก โดยนำรากมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำปูนใส แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นกลาก หรือจะใช้ใบย่อยสด ๆ ประมาณ 10-20 ใบ นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรงเล็กน้อย ใช้เป็นยาทาแก้กลากเกลื้อน หิด ผื่นคันต่าง ๆ ส่วนต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนังเช่นกัน
ใบสดใช้ตำพอกเพื่อเร่งให้หัวฝีออกเร็วขึ้น
ในประเทศอินเดียจะใช้เมล็ดและใบเป็นยาฆ่าหิดเหาและเชื้อรา (เมล็ดและใบ)
ทั้งต้นใช้เป็นยารักษาคุดทะราด
รากสด ๆ นำมาบดผสมกับน้ำมะนาวใช้รักษางูสวัดและเรื้อนกวาง
ผลหรือฝักช่วยแก้อาการฟกช้ำบวม
ใบสดใช้เป็นยาพอกแก้โรคเกาต์ อาการปวดข้อ ปวดขา ปวดสะโพก
เมล็ด - ทำให้ง่วงนอนและหลับได้ดี แก้กระษัย ขับปัสสาวะพิการได้ดี เป็นยาระบายอ่อนๆ รักษาโรคผิวหนัง ทั้งต้น - ปรุงเป็นยาแก้ไข้ ขับพยาธิในท้องเด็ก รับประทานเป็นยาระบายอ่อนๆ และแก้ไอ แก้เสมหะ แก้หืด คุดทะราด ใบ - เป็นยาระบาย ผล - แก้ฟกบวม วิธีและปริมาณที่ใช้ : ทำให้ง่วงนอน และนอนหลับได้ดี ใช้เมล็ดชุมเห็ดไทย คั่วให้ดำเกรียมเหมือนเมล็ดกาแฟ แล้วทำเป็นผง ชงน้ำร้อนอย่างปรุงกาแฟ ดื่มหอมชุ่มชื่นใจดี ไม่ทำให้หัวใจสั่น ให้คนไข้ดื่มต่างน้ำ เป็นยาระบายอ่อนๆ ใช้ใบหรือทั้งต้น ประมาณ 1 กำมือ 15- 3 กรัม เมล็ด 1 หยิบมือ 5- 10 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เติมกระวาน 2 ผล เพื่อกลบรสเหม็นเขียวและเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนอาหารเช้า ส่วนเมล็ดคั่วให้เหลือง ใช้ชงเป็นน้ำชาดื่ม สารเคมี : เมล็ด พบ anthraquinone emodin chrysarobin chrysophanic acid-9-anthrone chrysophanol Rhein aloe-emodin น้ำมันจากเมล็ด พบ linoleic acid oleic acid palmitic acid stearic acid ใบ พบ chrysophanic acid emodin และ 1 68 -trihydroxy-3 methl anthraquinone
เมล็ดมีรสขมหวานชุ่ม เป็นยาเย็น โดยออกฤทธิ์ต่อตับและไต ช่วยทำให้เลือดเย็น
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย
เมล็ดนำมาคั่วชงกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงประสาท ส่วนใบหรือรากก็เป็นยาบำรุงประสาทเช่นกัน (ใบ ราก)
เมล็ดใช้เป็นยาระงับประสาท
ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ทำให้ง่วงนอน แก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยนำมาคั่วให้เกรียมคล้ายเมล็ดกาแฟแล้วนำมาบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำร้อนดื่ม จะให้รสหอมชุ่มชื่นใจดี ไม่ทำให้หัวใจสั่น ส่วนใบก็แก้อาการนอนไม่หลับได้เช่นกัน
ช่วยบำรุงกำลัง (ใช้เมล็ดคั่วชงกับน้ำดื่ม)
เมล็ดคั่วชงกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่น ส่วนผลหรือฝักชุมเห็ดไทยก็มีสรรพคุณบำรุงหัวใจเช่นกัน
ช่วยแก้กระษัย (ใช้เมล็ดคั่วชงกับน้ำดื่ม)
เมล็ดใช้เป็นยาแก้เด็กเป็นตานขโมย ด้วยการใช้เมล็ดแห้ง 10 กรัม ตับไก่ 1 คู่ นำมาบดผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อย แล้วปั้นเป็นก้อนนำมานึ่งให้สุกและใช้รับประทาน
เมล็ดใช้คั่วกับน้ำดื่มเป็นยาลดความดันชั่วคราว โดยใช้เมล็ดแห้ง 15 กรัม (บ้างว่าใช้ 30 กรัม) นำมาคั่วให้เกรียมบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำดื่มแทนน้ำชาจะช่วยลดความดันโลหิตได้ ส่วนใบก็ช่วยลดความดันโลหิตได้เช่นกัน
ช่วยรักษาอาการตาบวมแดง ตาฝ้ามัว ตาฟาง หากตาฝ้ามัว (ที่ไม่ได้เกิดจากโรคติดเชื้ออื่นใด) ให้ใช้เมล็ด 2 ถ้วยชานำมาบดเป็นผงรับประทานกับข้าวต้มเป็นประจำ และห้ามรับประทานร่วมกับปลา เนื้อหมู ต้นหอม และซิงไฉ่ (Rorippa Montana (Wall.) Small.)หากตาฟาง ให้ใช้เมล็ดแห้ง 60 กรัมและเมล็ดโคเชีย (Kochia scoparia (L.) Schrad.) แห้ง 30 กรัม นำมาบดเป็นผงรับประทานหลังอาหารครั้งละ 3 กรัมหากเยื่อตาอักเสบแบบเฉียบพลัน ก็ให้ใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยแห้งและเก๊กฮวยอย่างละ 10 กรัม บักชัก (Equisetum hiemale L.) 6 กรัม และมั่งเก๊กจี้ (Vitex rotundifolia L.) 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม
ทั้งต้นช่วยทำให้ตาสว่าง ส่วนอีกตำราระบุว่าใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยนำมาคั่วให้เกรียม ผสมกับคนทีสออย่างละเท่ากัน นำมาบดเป็นผง ใช้ครั้งละประมาณ 5-6 กรัม นำมาชงกับน้ำรับประทาน 2 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน หรือจะใช้เมล็ดแห้ง 1 ถ้วยชา มั่งเก๊กจี้ (Vitex rotundifolia L.) แห้ง 1 ถ้วยชา และเหล้าอย่างดีอีก 1 ถ้วยชา นำมาต้มจนเหล้าแห้งแล้วบดให้เป็นผง ใช้ดื่มกับน้ำอุ่นหลังอาหารและก่อนนอนครั้งละ 6 กรัม วันละ 4 ครั้ง
ทั้งต้นและใบใช้ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ (ทั้งต้นและใบ)
ใบใช้เป็นยารักษาโรคไข้มาลาเรีย
ทั้งต้นมีรสเมา ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ ไข้หวัด (ทั้งต้น ต้นและรากใบ ราก เมล็ด) หากเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ให้ใช้ทั้งต้นหรือใบแห้งประมาณ 15-30 กรัม หากใช้สดให้เพิ่มอีก 1 เท่าตัว ใช้ผสมกับชะเอมต้มน้ำดื่ม (ใบ ทั้งต้น)ส่วนตำรายาไทยจะใช้เมล็ดหรือราก โดยมักใช้คู่กับหญ้าขัด ในกรณีที่เป็นไข้ มีอาการปวดศีรษะและสันนิบาต (เมล็ด ราก)
ช่วยแก้อาการไอ (เมล็ด ทั้งต้นใบ)
ช่วยแก้เสมหะ(ทั้งต้น รากใบ)
ช่วยแก้หืด (ต้น เมล็ด ราก ทั้งต้น)
ช่วยขับน้ำชื้นและขับลมชื้น
ทั้งต้นและใบใช้ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มก่อนอาหารเช้าเป็นยาระบายอ่อน ๆ หรือยาถ่าย (หรือจะเติมผลกระวาน 2 ผลและเกลือเล็กน้อย เพื่อช่วยกลบรสเหม็นเขียว) หากใช้ใบอย่างเดียวให้ใช้ในขนาด 60 กรัม (ทั้งต้นและใบ ใบ) หรือจะใช้เมล็ดคั่วประมาณ 10-13 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบายก็ได้เช่นกัน ส่วนต้นหรือรากก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายเช่นกัน
ช่วยแก้อาการท้องผูก ท้องผูกเรื้อรัง ด้วยการใช้เมล็ดแก่แห้งที่คั่วจนเหลืองแล้วประมาณ 10-13 กรัม (ต่อวัน) นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือนำมาคั่วให้เกรียมบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำดื่มต่างน้ำชา
ช่วยแก้อาการท้องบวมน้ำ
ทั้งต้นนำมาต้มใช้เป็นยาขับพยาธิในท้อง ขับพยาธิไส้เดือน ส่วนใบใช้เป็นยาขับพยาธิสำหรับเด็กที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ ส่วนเมล็ดหรือรากก็เป็นยาขับพยาธิเช่นกัน (เมล็ด ราก)
เมล็ดเป็นยาขับปัสสาวะ ขับปัสสาวะพิการ และขับอุจจาระ ด้วยการเมล็ดใช้คั่วแห้งประมาณ 5-15 กรัม นำมาชงกับน้ำดื่ม หรือนำมาต้มกับน้ำ 1 ลิตร แล้วต้มให้เหลือ 600 มิลลิลิตร ใช้แบ่งรับประทานหลังอาหารวันละ 3 เวลา ส่วนใบก็เป็นยาขับปัสสาวะเช่นกัน
ช่วยทำให้รู้ถ่าย รู้ปิดเอง
เมล็ดใช้คั่วชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ตับอักเสบ ตับแข็ง ใช้เป็นยาขับความร้อนในตับ ขับลมในตับ
ช่วยบำรุงตับ ด้วยการใช้เมล็ดนำมาคั่วให้เกรียมผสมกับคนทีสออย่างละเท่ากัน แล้วนำมาบดเป็นผงใช้ครั้งละ 5-6 กรัม ชงกับน้ำดื่มวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
ช่วยกล่อมตับ (ทั้งต้น เมล็ด)
ใบช่วยขับน้ำเหลืองเสีย
ใบนำมาเคี่ยวกับน้ำมันละหุ่ง ใช้เป็นยาทาแก้แผลเรื้อรัง
เมล็ดใช้รักษาโรคผิวหนัง หรือนำมาบดผสมกับน้ำมันพืชใช้ทาแก้หิดและกลากเกลื้อน หรือจะนำเมล็ดมาตำร่วมกับนมเปรี้ยว ส่วนที่แข็งตัวให้ละเอียด ใช้พอกบริเวณที่เป็นกลากและผื่นคัน หรือจะใช้เมล็ดพอสมควรนำมาบดเป็นผงใช้ผสมกับจุยงิ่งฮุ่ง (Mercrous chloride HgCI) จำนวนเล็กน้อย นำมาบดผสมให้เข้ากันแล้วใช้สำลีหรือผ้าเช็ดถูบริเวณที่เป็นกลากให้สะอาดแล้วโรยยาปิดไว้จะช่วยรักษากลากได้ ส่วนรากใช้เป็นยาพอกรักษากลาก โดยนำรากมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำปูนใส แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นกลาก หรือจะใช้ใบย่อยสด ๆ ประมาณ 10-20 ใบ นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรงเล็กน้อย ใช้เป็นยาทาแก้กลากเกลื้อน หิด ผื่นคันต่าง ๆ ส่วนต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนังเช่นกัน
ใบสดใช้ตำพอกเพื่อเร่งให้หัวฝีออกเร็วขึ้น
ในประเทศอินเดียจะใช้เมล็ดและใบเป็นยาฆ่าหิดเหาและเชื้อรา (เมล็ดและใบ)
ทั้งต้นใช้เป็นยารักษาคุดทะราด
รากสด ๆ นำมาบดผสมกับน้ำมะนาวใช้รักษางูสวัดและเรื้อนกวาง
ผลหรือฝักช่วยแก้อาการฟกช้ำบวม
ใบสดใช้เป็นยาพอกแก้โรคเกาต์ อาการปวดข้อ ปวดขา ปวดสะโพก
เมล็ด - ทำให้ง่วงนอนและหลับได้ดี แก้กระษัย ขับปัสสาวะพิการได้ดี เป็นยาระบายอ่อนๆ รักษาโรคผิวหนัง ทั้งต้น - ปรุงเป็นยาแก้ไข้ ขับพยาธิในท้องเด็ก รับประทานเป็นยาระบายอ่อนๆ และแก้ไอ แก้เสมหะ แก้หืด คุดทะราด ใบ - เป็นยาระบาย ผล - แก้ฟกบวม วิธีและปริมาณที่ใช้ : ทำให้ง่วงนอน และนอนหลับได้ดี ใช้เมล็ดชุมเห็ดไทย คั่วให้ดำเกรียมเหมือนเมล็ดกาแฟ แล้วทำเป็นผง ชงน้ำร้อนอย่างปรุงกาแฟ ดื่มหอมชุ่มชื่นใจดี ไม่ทำให้หัวใจสั่น ให้คนไข้ดื่มต่างน้ำ เป็นยาระบายอ่อนๆ ใช้ใบหรือทั้งต้น ประมาณ 1 กำมือ 15- 3 กรัม เมล็ด 1 หยิบมือ 5- 10 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เติมกระวาน 2 ผล เพื่อกลบรสเหม็นเขียวและเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนอาหารเช้า ส่วนเมล็ดคั่วให้เหลือง ใช้ชงเป็นน้ำชาดื่ม สารเคมี : เมล็ด พบ anthraquinone emodin chrysarobin chrysophanic acid-9-anthrone chrysophanol Rhein aloe-emodin น้ำมันจากเมล็ด พบ linoleic acid oleic acid palmitic acid stearic acid ใบ พบ chrysophanic acid emodin และ 1 68 -trihydroxy-3 methl anthraquinone
เมล็ดมีรสขมหวานชุ่ม เป็นยาเย็น โดยออกฤทธิ์ต่อตับและไต ช่วยทำให้เลือดเย็น
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย
เมล็ดนำมาคั่วชงกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงประสาท ส่วนใบหรือรากก็เป็นยาบำรุงประสาทเช่นกัน (ใบ ราก)
เมล็ดใช้เป็นยาระงับประสาท
ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ทำให้ง่วงนอน แก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยนำมาคั่วให้เกรียมคล้ายเมล็ดกาแฟแล้วนำมาบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำร้อนดื่ม จะให้รสหอมชุ่มชื่นใจดี ไม่ทำให้หัวใจสั่น ส่วนใบก็แก้อาการนอนไม่หลับได้เช่นกัน
ช่วยบำรุงกำลัง (ใช้เมล็ดคั่วชงกับน้ำดื่ม)
เมล็ดคั่วชงกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่น ส่วนผลหรือฝักชุมเห็ดไทยก็มีสรรพคุณบำรุงหัวใจเช่นกัน
ช่วยแก้กระษัย (ใช้เมล็ดคั่วชงกับน้ำดื่ม)
เมล็ดใช้เป็นยาแก้เด็กเป็นตานขโมย ด้วยการใช้เมล็ดแห้ง 10 กรัม ตับไก่ 1 คู่ นำมาบดผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อย แล้วปั้นเป็นก้อนนำมานึ่งให้สุกและใช้รับประทาน
เมล็ดใช้คั่วกับน้ำดื่มเป็นยาลดความดันชั่วคราว โดยใช้เมล็ดแห้ง 15 กรัม (บ้างว่าใช้ 30 กรัม) นำมาคั่วให้เกรียมบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำดื่มแทนน้ำชาจะช่วยลดความดันโลหิตได้ ส่วนใบก็ช่วยลดความดันโลหิตได้เช่นกัน
ช่วยรักษาอาการตาบวมแดง ตาฝ้ามัว ตาฟาง หากตาฝ้ามัว (ที่ไม่ได้เกิดจากโรคติดเชื้ออื่นใด) ให้ใช้เมล็ด 2 ถ้วยชานำมาบดเป็นผงรับประทานกับข้าวต้มเป็นประจำ และห้ามรับประทานร่วมกับปลา เนื้อหมู ต้นหอม และซิงไฉ่ (Rorippa Montana (Wall.) Small.)หากตาฟาง ให้ใช้เมล็ดแห้ง 60 กรัมและเมล็ดโคเชีย (Kochia scoparia (L.) Schrad.) แห้ง 30 กรัม นำมาบดเป็นผงรับประทานหลังอาหารครั้งละ 3 กรัมหากเยื่อตาอักเสบแบบเฉียบพลัน ก็ให้ใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยแห้งและเก๊กฮวยอย่างละ 10 กรัม บักชัก (Equisetum hiemale L.) 6 กรัม และมั่งเก๊กจี้ (Vitex rotundifolia L.) 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม
ทั้งต้นช่วยทำให้ตาสว่าง ส่วนอีกตำราระบุว่าใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยนำมาคั่วให้เกรียม ผสมกับคนทีสออย่างละเท่ากัน นำมาบดเป็นผง ใช้ครั้งละประมาณ 5-6 กรัม นำมาชงกับน้ำรับประทาน 2 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน หรือจะใช้เมล็ดแห้ง 1 ถ้วยชา มั่งเก๊กจี้ (Vitex rotundifolia L.) แห้ง 1 ถ้วยชา และเหล้าอย่างดีอีก 1 ถ้วยชา นำมาต้มจนเหล้าแห้งแล้วบดให้เป็นผง ใช้ดื่มกับน้ำอุ่นหลังอาหารและก่อนนอนครั้งละ 6 กรัม วันละ 4 ครั้ง
ทั้งต้นและใบใช้ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ (ทั้งต้นและใบ)
ใบใช้เป็นยารักษาโรคไข้มาลาเรีย
ทั้งต้นมีรสเมา ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ ไข้หวัด (ทั้งต้น ต้นและรากใบ ราก เมล็ด) หากเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ให้ใช้ทั้งต้นหรือใบแห้งประมาณ 15-30 กรัม หากใช้สดให้เพิ่มอีก 1 เท่าตัว ใช้ผสมกับชะเอมต้มน้ำดื่ม (ใบ ทั้งต้น)ส่วนตำรายาไทยจะใช้เมล็ดหรือราก โดยมักใช้คู่กับหญ้าขัด ในกรณีที่เป็นไข้ มีอาการปวดศีรษะและสันนิบาต (เมล็ด ราก)
ช่วยแก้อาการไอ (เมล็ด ทั้งต้นใบ)
ช่วยแก้เสมหะ(ทั้งต้น รากใบ)
ช่วยแก้หืด (ต้น เมล็ด ราก ทั้งต้น)
ช่วยขับน้ำชื้นและขับลมชื้น
ทั้งต้นและใบใช้ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มก่อนอาหารเช้าเป็นยาระบายอ่อน ๆ หรือยาถ่าย (หรือจะเติมผลกระวาน 2 ผลและเกลือเล็กน้อย เพื่อช่วยกลบรสเหม็นเขียว) หากใช้ใบอย่างเดียวให้ใช้ในขนาด 60 กรัม (ทั้งต้นและใบ ใบ) หรือจะใช้เมล็ดคั่วประมาณ 10-13 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบายก็ได้เช่นกัน ส่วนต้นหรือรากก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายเช่นกัน
ช่วยแก้อาการท้องผูก ท้องผูกเรื้อรัง ด้วยการใช้เมล็ดแก่แห้งที่คั่วจนเหลืองแล้วประมาณ 10-13 กรัม (ต่อวัน) นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือนำมาคั่วให้เกรียมบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำดื่มต่างน้ำชา
ช่วยแก้อาการท้องบวมน้ำ
ทั้งต้นนำมาต้มใช้เป็นยาขับพยาธิในท้อง ขับพยาธิไส้เดือน ส่วนใบใช้เป็นยาขับพยาธิสำหรับเด็กที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ ส่วนเมล็ดหรือรากก็เป็นยาขับพยาธิเช่นกัน (เมล็ด ราก)
เมล็ดเป็นยาขับปัสสาวะ ขับปัสสาวะพิการ และขับอุจจาระ ด้วยการเมล็ดใช้คั่วแห้งประมาณ 5-15 กรัม นำมาชงกับน้ำดื่ม หรือนำมาต้มกับน้ำ 1 ลิตร แล้วต้มให้เหลือ 600 มิลลิลิตร ใช้แบ่งรับประทานหลังอาหารวันละ 3 เวลา ส่วนใบก็เป็นยาขับปัสสาวะเช่นกัน
ช่วยทำให้รู้ถ่าย รู้ปิดเอง
เมล็ดใช้คั่วชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ตับอักเสบ ตับแข็ง ใช้เป็นยาขับความร้อนในตับ ขับลมในตับ
ช่วยบำรุงตับ ด้วยการใช้เมล็ดนำมาคั่วให้เกรียมผสมกับคนทีสออย่างละเท่ากัน แล้วนำมาบดเป็นผงใช้ครั้งละ 5-6 กรัม ชงกับน้ำดื่มวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
ช่วยกล่อมตับ (ทั้งต้น เมล็ด)
ใบช่วยขับน้ำเหลืองเสีย
ใบนำมาเคี่ยวกับน้ำมันละหุ่ง ใช้เป็นยาทาแก้แผลเรื้อรัง
เมล็ดใช้รักษาโรคผิวหนัง หรือนำมาบดผสมกับน้ำมันพืชใช้ทาแก้หิดและกลากเกลื้อน หรือจะนำเมล็ดมาตำร่วมกับนมเปรี้ยว ส่วนที่แข็งตัวให้ละเอียด ใช้พอกบริเวณที่เป็นกลากและผื่นคัน หรือจะใช้เมล็ดพอสมควรนำมาบดเป็นผงใช้ผสมกับจุยงิ่งฮุ่ง (Mercrous chloride HgCI) จำนวนเล็กน้อย นำมาบดผสมให้เข้ากันแล้วใช้สำลีหรือผ้าเช็ดถูบริเวณที่เป็นกลากให้สะอาดแล้วโรยยาปิดไว้จะช่วยรักษากลากได้ ส่วนรากใช้เป็นยาพอกรักษากลาก โดยนำรากมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำปูนใส แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นกลาก หรือจะใช้ใบย่อยสด ๆ ประมาณ 10-20 ใบ นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรงเล็กน้อย ใช้เป็นยาทาแก้กลากเกลื้อน หิด ผื่นคันต่าง ๆ ส่วนต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนังเช่นกัน
ใบสดใช้ตำพอกเพื่อเร่งให้หัวฝีออกเร็วขึ้น
ในประเทศอินเดียจะใช้เมล็ดและใบเป็นยาฆ่าหิดเหาและเชื้อรา (เมล็ดและใบ)
ทั้งต้นใช้เป็นยารักษาคุดทะราด
รากสด ๆ นำมาบดผสมกับน้ำมะนาวใช้รักษางูสวัดและเรื้อนกวาง
ผลหรือฝักช่วยแก้อาการฟกช้ำบวม
ใบสดใช้เป็นยาพอกแก้โรคเกาต์ อาการปวดข้อ ปวดขา ปวดสะโพก
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/