เข้าสู่ระบบ
Username ::  
Password ::  

ลืมรหัสผ่าน / สมัครสมาชิก

 ข้อมูลสมุนไพร

ว่านน้ำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Acorus calamus  L.
ชื่อสามัญ : Mytle Grass, Sweet Flag
วงศ์ :  ARACEAE
ชื่ออื่น: คงเจี้ยงจี้ ผมผา ส้มชื่น ฮางคาวน้ำ ฮางคาวบ้าน (ภาคเหนือ) ตะไคร้น้ำ (เพชรบุรี) ทิสีปุตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ว่านน้ำ ว่านน้ำเล็ก ฮางคาวผา (เชียงใหม่)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : 
ว่านน้ำมีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินลักษณะเป็นแท่งค่อนข้างแบน มีใบแข็งตั้งตรง รูปร่างแบนเรียวยาวคล้ายใบดาบฝรั่ง ปลายใบแหลม แตกใบเรียงสลับซ้ายขวาเป็นแผง ใบค่อนข้างฉ่ำน้ำ ดอกมีสีเขียวมีขนาดเล็กออกเป็นช่อ มีจำนวนมากอัดกันแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก มีก้านช่อดอกลักษณะคล้ายใบ ทั้งใบ เหง้า และรากมีกลิ่นหอมฉุน ชอบขึ้นตามที่น้ำขัง หรือที่ชื้นแฉะ
สรรพคุณ : 
ราก - รับประทานมาก ทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานน้อย เป็นยาแก้ปวดท้อง ธาตุเสีย บำรุงธาตุ แก้จุก ขับลมในลำไส้ ปรุงลงในยาขมต่างๆ ทำให้ระงับอาการปวดท้องได้ดี - ในว่านน้ำมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า อาโกริน acorine มีรสขมและแอลคาลอยด์ คาลาไมท์ อยู่ในนี้เป็นยาแก้บิด เป็นยารักษาบิดของเด็ก (คือมูกเลือด) และหวัดลงคอ (หลอดลมอักเสบ) ได้อย่างดี เป็นยาขับเสมหะอย่างดี ชาวอินเดียใช้ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยว 2-3 นาที แก้หวัดและเจ็บคอ และใช้ปรุงกับยาระบายเพื่อเป็นยาธาตุด้วยในตัว - เป็นยาเบื่อแมลงต่างๆ เช่น แมลงวัน - เป็นยาแก้เส้นกระตุก แก้หืด ขับเสมหะ แก้ปวดศีรษะ แก้ Hysteria และ Neuralgia แก้ปวดกล้ามและข้อ แก้โรคผิวหนัง เหง้า - ใช้ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้โรคผิวหนัง เป็นยาหอม น้ำมันหอมระเหยจากต้น - แก้ชัก เป็นยาขมหอม ขับแก๊สในท้อง ทำให้เจริญอาหาร ช่วยการย่อย วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ : บำรุงธาตุ - ใช้เหง้าสด 9-12 กรัม หรือแห้ง 3-6 กรัม ชงด้วยน้ำร้อน 2 ถ้วยแก้ว ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ก่อนอาหารเย็น ติดต่อกันจนกว่าธาตุจะปกติ แก้ปวดท้องและจุกแน่น -ใช้รากว่านน้ำ หนัก 60 กรัม โขลกให้ละเอียด ชงลงในน้ำเดือด 420 ซีซี. รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง เป็นยาดูดพิษ แก้อาการอักเสบของหลอดลมและปอด - ใช้รากฝนกับสุรา เจือน้ำเล็กน้อย ทาหน้าอกเด็ก เป็นยาแก้ไอ - ใช้ชิ้นเล็กๆ ของรากว่านน้ำแห้ง อมเป็นยาแก้ไอ มีกลิ่นหอมระเหยทางลมหายใจ เป็นยาถอนพิษของสลอด และแก้โรคลงท้องปวดท้องของเด็ก - ใช้รากว่านน้ำเผาจนเป็นถ่าน ทำผงรับประทานมื้อละ 0.5 ถึง 1.5 กรัม ใช้ใบว่านน้ำสดตำละเอียดผสมน้ำสุมศีรษะแก้ปวดศีรษะได้ ตำพอกแก้ปวดกล้ามและข้อ ตำรวมกับชุมเห็ดเทศ แก้โรคผิวหนัง เป็นยาขมหอม เจริญอาหาร ขับแก๊ส ช่วยย่อยอาหาร - ในน้ำมันหอมระเหยมีวัตถุขมชื่อ acorin และมีแป้งและแทนนินอยู่ด้วย ทำเป็นยาชง (1 ใน 10) รับประทาน 15-30 ซีซี. หรือทิงเจอร์ (1 ใน 5) รับประทาน 2-4 ซีซี. ขนาดใช้ 1-4 กรัม สารเคมี : มีน้ำมันหอมระเหย (Calamus oil) 2-4% ในน้ำมันประกอบด้วย Sesquiterpene เช่น asarone Betasalone (มี 70-80 %) และตัวอื่นๆ ยังมี glucoside รสขมชื่อ acorin
เหง้าว่านน้ำมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ยาหอม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุน้ำ โดยใช้เหง้าแห้งประมาณ 1-3 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนอาหารเย็น ติดต่อกันจนกว่าธาตุจะปกติ (รากเหง้า)
ใช้เป็นยาขมช่วยทำให้เจริญอาหาร โดยใช้เหง้าแห้งประมาณ 1-3 กรัม (รากเหง้า)
ช่วยบำรุงหัวใจ
ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงประสาท หลอดลม
เหง้าใช้เป็นยาระงับประสาท สงบประสาท แก้อาการสะลึมสะลือ มึนงง รักษาอาการลืมง่าย ตกใจง่าย หรือมีอาการตื่นเต้นตกใจกลัวจนสั่น จิตใจปั่นป่วน ให้ใช้เหง้าว่านน้ำแห้ง 10 กรัม เอี่ยงจี่ 10 กรัม หกเหล้ง 10 กรัม เหล่งกุก 10 กรัม และกระดองส่วนท้องของเต่า 15 กรัม ใช้แบ่งกินครั้งละประมาณ 3-5 กรัม วันละ 3 เวลา
รากใช้เป็นยาแก้ Hysteria (โรคประสาทแบบฮีสทีเรีย) และ Neuralgia (อาการปวดตามเส้นประสาท)
ใบสดนำมาตำให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำใช้สุมหัวเด็ก จะช่วยรักษาอาการปวดศีรษะได้ ส่วนรากก็มีสรรพคุณแก้ปวดศีรษะได้เช่นกัน
ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (รากเหง้า)
เหง้ามีรสขมเผ็ด ใช้แก้โรคลม
ใช้รักษาอาการกระจกตาอักเสบ โดยใช้เหง้าแห้งนำมาใส่น้ำ ต้มให้เดือดโดยใช้ไฟอ่อน ๆ เสร็จแล้วเอากากออก เทมาปรับความเป็นกรดและด่าง ให้เป็นกลาง แล้วกรองให้ใส หรือจะใช้เหง้าที่แห้งใส่น้ำแล้วต้ม เทมาปรับความเป็นกรดและด่างให้เป็นกลางด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ แล้วกรองให้ใส นำมาบรรจุใส่ภาชนะ แล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อที่มีความดันสูง น้ำมาใช้เป็นยาหยอดตา หรือใช้ล้างตาวันละครั้ง
ใช้แก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้เหง้าแห้งนำไปบดให้เป็นผง แล้วนำมาใช้ทา (รากเหง้า)
ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ด้วยการใช้เหง้าแห้งนำไปบดให้เป็นผง แล้วนำมาใช้ทา
เหง้านำมาต้มรวมกับขิงและไพลใช้กินเป็นยาแก้ไข้
ใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น (รากเหง้า)
ชาวอินเดียจะฉีดรากเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำมาเคี้ยวประมาณ 2-3 นาที เป็นยาแก้หวัดและเจ็บคอ ส่วนชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน จะใช้ช่อดอกและยอดอ่อน นำมารับประทานสดเพื่อรักษาอาการหวัด (ยอดอ่อนดอก)
ใช้รักษาอาการไอ ด้วยการใช้ชิ้นเล็ก ๆ ของว่านน้ำแห้ง นำมาอมเป็นยาแก้ไอ อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมระเหยเวลาหายใจอีกด้วย (รากเหง้า)
รากมีสรรพคุณช่วยแก้หืด
เหง้ามีรสขมเผ็ด มีกลิ่นหอม เป็นยาร้อนเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อหัวใจ ปอด และม้าม ใช้เป็นช่วยขับเสมหะ ละลายเสมหะ แก้เสมหะอุดตันในทางเดินหายใจ (รากเหง้า)
ผงจากรากหรือเหง้าถ้ากินมากกว่าครั้งละ 2 กรัม จะทำให้อาเจียน อาจนำมาใช้ประโยชน์ในกรณีที่ผู้ป่วยกินสารพิษเข้าไป และต้องการจับสารพิษออกจากทางเดินอาหารด้วยการทำให้อาเจียน
ช่วยแก้หลอดลมอักเสบ หรือหวัดลงคอ (รากเหง้า)
รากใช้ฝนกับเหล้าทาหน้าอกเด็กเพื่อเป็นยาดูดพิษ แก้หลอดลม และปอดอักเสบ
ช่วยแก้ลมจุกแน่นในทรวงอก และแก้ลมที่อยู่ในท้องแต่อยู่นอกกระเพาะและลำไส้
ใช้เป็นยาขับลมในท้อง แก้ลมขึ้น แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด อาหารไม่ย่อย ด้วยการใช้เหง้าประมาณ 3-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้เข้ากับตำรายาอื่น ด้วยการใช้เหง้าว่านน้ำแห้ง 10 กรัม หัวแห้วหมู 15 กรัม เมล็ดแก่ของหัวผักกาดขาว 10 กรัม และซิ่งเข็ก 10กรัม นำมาผสมกันแล้วนำไปต้มเป็นยากิน (รากเหง้า)ส่วนชาวปะหล่องจะรากและเหง้า จิ้มกับเกลือใช้รับปะทานสดเพื่อรักษาอาการปวดท้อง หรือนำมาซอยบาง ๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงใช้ร่วมกับปูเลย นำมากินแล้วดื่มน้ำตาม จะช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ (รากเหง้า)
รากมีสรรพคุณเป็นยาระบาย
ช่วยแก้โรคกระเพาะอาหาร
ตำรายาไทยใช้เหง้าเป็นยาแก้ปวดท้อง ส่วนรากใช้รับประทานแต่น้อยเป็นยาแก้ปวดท้อง (รากเหง้า)แก้ลงท้อง (ท้องเดิน ท้องเสีย) ส่วนตำรับยาแก้โรคลงท้องปวดท้องของเด็ก ให้ใช้รากนำมาเผาให้เป็นถ่าน ทำเป็นผงรับประทานมื้อละ 0.5-1.5 กรัม
ช่วยรักษาโรคบิด บิดในเด็ก (คือมูกเลือด) แก้ท้องเสีย ด้วยการใช้เหง้าแห้ง นำมาบดให้เป็นผง ใช้กินกับน้ำต้มสุก (ที่ทิ้งไว้จนเย็นแล้ว) วันละ 2 เวลา (รากเหง้า)
ชาวม้งจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มผสมกับหญ้าปันยอด และหญ้างวงช้าง เป็นยาแก้ปวดท้องที่เกิดจากอาหารเป็นพิษ ส่วนชาวปะหล่องจะนำรากและเหง้ามาซอยบาง ๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงใช้ร่วมกับปูเลย นำมากินแล้วดื่มน้ำตาม ก็เป็นยาแก้ปวดท้องจากอาหารเป็นพิษได้เช่นกัน (รากเหง้าทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการลำไส้อักเสบ และโรคบิดแบคทีเรีย ด้วยการใช้รากสด นำมาหั่นให้เป็นแผ่น แล้วนำไปตากแห้ง บดให้เป็นผงและบรรจุแคปซูลประมาณ 0.3 กรัม ใช้กินกับน้ำอุ่น แต่ถ้าใช้ต้มกินจะมีอาการอึดอัดไม่สบายใจ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ระคายเคืองในกระเพาะอาหาร
ใช้เป็นยาขับพยาธิ ด้วยการใช้เหง้าแห้งประมาณ 3-6 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือนำมาบดให้เป็นผงบรรจุในแคปซูลกิน
ช่วยขับปัสสาวะ
ช่วยขับระดูของสตรี
รากนำมาเผาให้เป็นถ่านใช้รับประทานเป็นยาถอนพิษสลอด โดยให้รับประทานมื้อละ 0.5-1.5 กรัม
ใช้รักษาแผลมีหนอง
เหง้าใช้ภายนอกเป็นยาแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ฝีหนอง เหง้าใช้ผสมกับชุมเห็ดเทศ ใช้ทาแก้โรคผิวหนัง ส่วนรากก็มีสรรพคุณแก้โรคผิวหนังได้เช่นกัน
ใช้รักษาอาการอักเสบเรื้อรังอย่างได้ผล โดยใช้ผงจากรากประมาณ 0.3 กรัม นำมาบรรจุใส่ในแคปซูล ใช้กินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2-3 เวลา หรือจะใช้ฉีดเข้ากล้าม จะเห็นผลดีกว่าแบบกิน และในระยะยาวถ้าใช้ยากินร่วมกับยาอื่น ๆ อีก จะได้ผลที่ดีกว่า แต่เมื่อกินยาเข้าไปแล้วจะมีอาการข้างเคียง คือ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ คลื่นไส้อาเจียน มีอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและลำไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน แต่เมื่อหยุดใช้ยา อาการเหล่านี้ก็จะหายไป
สำหรับเด็กที่เป็นผื่นคันตามซอกก้นและซอกขา ให้ใช้เหง้าแห้ง นำมาต้มเอาแต่น้ำอุ่น ๆ ใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นผื่น
ใช้เป็นยาพอกแก้อาการปวดตามข้อและตามกล้ามเนื้อ แก้ข้อกระดูกหักแพลง (รากเหง้า)ส่วนใบก็ใช้เป็นยาพอกแก้ปวดกล้ามเนื้อและข้อได้เช่นกัน
ชาวขมุจะใช้ทั้งต้นนำต้มดื่มแก้อาการปวดเมื่อย
รากใช้เป็นยาแก้เส้นกระตุก แก้ชัก (น้ำมันหอมระเหยจากต้น)
ชาวเมี่ยนจะใช้ใบนำมาต้มกับน้ำให้สตรีหลังคลอดที่อยู่ไฟอาบ
ตำรายาไทยแผนโบราณ ว่านน้ำจัดอยู่ใน “พิกัดจตุกาลธาตุ” ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบไปด้วยเหง้าว่านน้ำ รากแคแตร รากนมสวรรค์ และรากเจตมูลเพลิงแดง มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้ แก้เสมหะ แก้ลม แก้โลหิตในท้อง แก้อาการจุกเสียด
ในตำรับ “ยาประสะกานพลู” จะมีส่วนประกอบของเหง้าว่านน้ำอยู่ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ในตำรับ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง แก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ
ว่านน้ำยังประกฎอยู่ในตำรับ “ยาประสะไพล” (ยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา) ซึ่งมีเหง้าว่านน้ำเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกในตำรับ มีสรรพคุณช่วยแก้ระดูที่มาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ และช่วยขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังการคลอดบุตร
ราก - รับประทานมาก ทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานน้อย เป็นยาแก้ปวดท้อง ธาตุเสีย บำรุงธาตุ แก้จุก ขับลมในลำไส้ ปรุงลงในยาขมต่างๆ ทำให้ระงับอาการปวดท้องได้ดี - ในว่านน้ำมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า อาโกริน acorine มีรสขมและแอลคาลอยด์ คาลาไมท์ อยู่ในนี้เป็นยาแก้บิด เป็นยารักษาบิดของเด็ก (คือมูกเลือด) และหวัดลงคอ (หลอดลมอักเสบ) ได้อย่างดี เป็นยาขับเสมหะอย่างดี ชาวอินเดียใช้ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยว 2-3 นาที แก้หวัดและเจ็บคอ และใช้ปรุงกับยาระบายเพื่อเป็นยาธาตุด้วยในตัว - เป็นยาเบื่อแมลงต่างๆ เช่น แมลงวัน - เป็นยาแก้เส้นกระตุก แก้หืด ขับเสมหะ แก้ปวดศีรษะ แก้ Hysteria และ Neuralgia แก้ปวดกล้ามและข้อ แก้โรคผิวหนัง เหง้า - ใช้ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้โรคผิวหนัง เป็นยาหอม น้ำมันหอมระเหยจากต้น - แก้ชัก เป็นยาขมหอม ขับแก๊สในท้อง ทำให้เจริญอาหาร ช่วยการย่อย วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ : บำรุงธาตุ - ใช้เหง้าสด 9-12 กรัม หรือแห้ง 3-6 กรัม ชงด้วยน้ำร้อน 2 ถ้วยแก้ว ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ก่อนอาหารเย็น ติดต่อกันจนกว่าธาตุจะปกติ แก้ปวดท้องและจุกแน่น -ใช้รากว่านน้ำ หนัก 60 กรัม โขลกให้ละเอียด ชงลงในน้ำเดือด 420 ซีซี. รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง เป็นยาดูดพิษ แก้อาการอักเสบของหลอดลมและปอด - ใช้รากฝนกับสุรา เจือน้ำเล็กน้อย ทาหน้าอกเด็ก เป็นยาแก้ไอ - ใช้ชิ้นเล็กๆ ของรากว่านน้ำแห้ง อมเป็นยาแก้ไอ มีกลิ่นหอมระเหยทางลมหายใจ เป็นยาถอนพิษของสลอด และแก้โรคลงท้องปวดท้องของเด็ก - ใช้รากว่านน้ำเผาจนเป็นถ่าน ทำผงรับประทานมื้อละ 0.5 ถึง 1.5 กรัม ใช้ใบว่านน้ำสดตำละเอียดผสมน้ำสุมศีรษะแก้ปวดศีรษะได้ ตำพอกแก้ปวดกล้ามและข้อ ตำรวมกับชุมเห็ดเทศ แก้โรคผิวหนัง เป็นยาขมหอม เจริญอาหาร ขับแก๊ส ช่วยย่อยอาหาร - ในน้ำมันหอมระเหยมีวัตถุขมชื่อ acorin และมีแป้งและแทนนินอยู่ด้วย ทำเป็นยาชง (1 ใน 10) รับประทาน 15-30 ซีซี. หรือทิงเจอร์ (1 ใน 5) รับประทาน 2-4 ซีซี. ขนาดใช้ 1-4 กรัม สารเคมี : มีน้ำมันหอมระเหย (Calamus oil) 2-4% ในน้ำมันประกอบด้วย Sesquiterpene เช่น asarone Betasalone (มี 70-80 %) และตัวอื่นๆ ยังมี glucoside รสขมชื่อ acorin
เหง้าว่านน้ำมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ยาหอม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุน้ำ โดยใช้เหง้าแห้งประมาณ 1-3 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนอาหารเย็น ติดต่อกันจนกว่าธาตุจะปกติ (รากเหง้า)
ใช้เป็นยาขมช่วยทำให้เจริญอาหาร โดยใช้เหง้าแห้งประมาณ 1-3 กรัม (รากเหง้า)
ช่วยบำรุงหัวใจ
ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงประสาท หลอดลม
เหง้าใช้เป็นยาระงับประสาท สงบประสาท แก้อาการสะลึมสะลือ มึนงง รักษาอาการลืมง่าย ตกใจง่าย หรือมีอาการตื่นเต้นตกใจกลัวจนสั่น จิตใจปั่นป่วน ให้ใช้เหง้าว่านน้ำแห้ง 10 กรัม เอี่ยงจี่ 10 กรัม หกเหล้ง 10 กรัม เหล่งกุก 10 กรัม และกระดองส่วนท้องของเต่า 15 กรัม ใช้แบ่งกินครั้งละประมาณ 3-5 กรัม วันละ 3 เวลา
รากใช้เป็นยาแก้ Hysteria (โรคประสาทแบบฮีสทีเรีย) และ Neuralgia (อาการปวดตามเส้นประสาท)
ใบสดนำมาตำให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำใช้สุมหัวเด็ก จะช่วยรักษาอาการปวดศีรษะได้ ส่วนรากก็มีสรรพคุณแก้ปวดศีรษะได้เช่นกัน
ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (รากเหง้า)
เหง้ามีรสขมเผ็ด ใช้แก้โรคลม
ใช้รักษาอาการกระจกตาอักเสบ โดยใช้เหง้าแห้งนำมาใส่น้ำ ต้มให้เดือดโดยใช้ไฟอ่อน ๆ เสร็จแล้วเอากากออก เทมาปรับความเป็นกรดและด่าง ให้เป็นกลาง แล้วกรองให้ใส หรือจะใช้เหง้าที่แห้งใส่น้ำแล้วต้ม เทมาปรับความเป็นกรดและด่างให้เป็นกลางด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ แล้วกรองให้ใส นำมาบรรจุใส่ภาชนะ แล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อที่มีความดันสูง น้ำมาใช้เป็นยาหยอดตา หรือใช้ล้างตาวันละครั้ง
ใช้แก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้เหง้าแห้งนำไปบดให้เป็นผง แล้วนำมาใช้ทา (รากเหง้า)
ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ด้วยการใช้เหง้าแห้งนำไปบดให้เป็นผง แล้วนำมาใช้ทา
เหง้านำมาต้มรวมกับขิงและไพลใช้กินเป็นยาแก้ไข้
ใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น (รากเหง้า)
ชาวอินเดียจะฉีดรากเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำมาเคี้ยวประมาณ 2-3 นาที เป็นยาแก้หวัดและเจ็บคอ ส่วนชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน จะใช้ช่อดอกและยอดอ่อน นำมารับประทานสดเพื่อรักษาอาการหวัด (ยอดอ่อนดอก)
ใช้รักษาอาการไอ ด้วยการใช้ชิ้นเล็ก ๆ ของว่านน้ำแห้ง นำมาอมเป็นยาแก้ไอ อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมระเหยเวลาหายใจอีกด้วย (รากเหง้า)
รากมีสรรพคุณช่วยแก้หืด
เหง้ามีรสขมเผ็ด มีกลิ่นหอม เป็นยาร้อนเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อหัวใจ ปอด และม้าม ใช้เป็นช่วยขับเสมหะ ละลายเสมหะ แก้เสมหะอุดตันในทางเดินหายใจ (รากเหง้า)
ผงจากรากหรือเหง้าถ้ากินมากกว่าครั้งละ 2 กรัม จะทำให้อาเจียน อาจนำมาใช้ประโยชน์ในกรณีที่ผู้ป่วยกินสารพิษเข้าไป และต้องการจับสารพิษออกจากทางเดินอาหารด้วยการทำให้อาเจียน
ช่วยแก้หลอดลมอักเสบ หรือหวัดลงคอ (รากเหง้า)
รากใช้ฝนกับเหล้าทาหน้าอกเด็กเพื่อเป็นยาดูดพิษ แก้หลอดลม และปอดอักเสบ
ช่วยแก้ลมจุกแน่นในทรวงอก และแก้ลมที่อยู่ในท้องแต่อยู่นอกกระเพาะและลำไส้
ใช้เป็นยาขับลมในท้อง แก้ลมขึ้น แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด อาหารไม่ย่อย ด้วยการใช้เหง้าประมาณ 3-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้เข้ากับตำรายาอื่น ด้วยการใช้เหง้าว่านน้ำแห้ง 10 กรัม หัวแห้วหมู 15 กรัม เมล็ดแก่ของหัวผักกาดขาว 10 กรัม และซิ่งเข็ก 10กรัม นำมาผสมกันแล้วนำไปต้มเป็นยากิน (รากเหง้า)ส่วนชาวปะหล่องจะรากและเหง้า จิ้มกับเกลือใช้รับปะทานสดเพื่อรักษาอาการปวดท้อง หรือนำมาซอยบาง ๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงใช้ร่วมกับปูเลย นำมากินแล้วดื่มน้ำตาม จะช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ (รากเหง้า)
รากมีสรรพคุณเป็นยาระบาย
ช่วยแก้โรคกระเพาะอาหาร
ตำรายาไทยใช้เหง้าเป็นยาแก้ปวดท้อง ส่วนรากใช้รับประทานแต่น้อยเป็นยาแก้ปวดท้อง (รากเหง้า)แก้ลงท้อง (ท้องเดิน ท้องเสีย) ส่วนตำรับยาแก้โรคลงท้องปวดท้องของเด็ก ให้ใช้รากนำมาเผาให้เป็นถ่าน ทำเป็นผงรับประทานมื้อละ 0.5-1.5 กรัม
ช่วยรักษาโรคบิด บิดในเด็ก (คือมูกเลือด) แก้ท้องเสีย ด้วยการใช้เหง้าแห้ง นำมาบดให้เป็นผง ใช้กินกับน้ำต้มสุก (ที่ทิ้งไว้จนเย็นแล้ว) วันละ 2 เวลา (รากเหง้า)
ชาวม้งจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มผสมกับหญ้าปันยอด และหญ้างวงช้าง เป็นยาแก้ปวดท้องที่เกิดจากอาหารเป็นพิษ ส่วนชาวปะหล่องจะนำรากและเหง้ามาซอยบาง ๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงใช้ร่วมกับปูเลย นำมากินแล้วดื่มน้ำตาม ก็เป็นยาแก้ปวดท้องจากอาหารเป็นพิษได้เช่นกัน (รากเหง้าทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการลำไส้อักเสบ และโรคบิดแบคทีเรีย ด้วยการใช้รากสด นำมาหั่นให้เป็นแผ่น แล้วนำไปตากแห้ง บดให้เป็นผงและบรรจุแคปซูลประมาณ 0.3 กรัม ใช้กินกับน้ำอุ่น แต่ถ้าใช้ต้มกินจะมีอาการอึดอัดไม่สบายใจ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ระคายเคืองในกระเพาะอาหาร
ใช้เป็นยาขับพยาธิ ด้วยการใช้เหง้าแห้งประมาณ 3-6 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือนำมาบดให้เป็นผงบรรจุในแคปซูลกิน
ช่วยขับปัสสาวะ
ช่วยขับระดูของสตรี
รากนำมาเผาให้เป็นถ่านใช้รับประทานเป็นยาถอนพิษสลอด โดยให้รับประทานมื้อละ 0.5-1.5 กรัม
ใช้รักษาแผลมีหนอง
เหง้าใช้ภายนอกเป็นยาแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ฝีหนอง เหง้าใช้ผสมกับชุมเห็ดเทศ ใช้ทาแก้โรคผิวหนัง ส่วนรากก็มีสรรพคุณแก้โรคผิวหนังได้เช่นกัน
ใช้รักษาอาการอักเสบเรื้อรังอย่างได้ผล โดยใช้ผงจากรากประมาณ 0.3 กรัม นำมาบรรจุใส่ในแคปซูล ใช้กินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2-3 เวลา หรือจะใช้ฉีดเข้ากล้าม จะเห็นผลดีกว่าแบบกิน และในระยะยาวถ้าใช้ยากินร่วมกับยาอื่น ๆ อีก จะได้ผลที่ดีกว่า แต่เมื่อกินยาเข้าไปแล้วจะมีอาการข้างเคียง คือ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ คลื่นไส้อาเจียน มีอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและลำไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน แต่เมื่อหยุดใช้ยา อาการเหล่านี้ก็จะหายไป
สำหรับเด็กที่เป็นผื่นคันตามซอกก้นและซอกขา ให้ใช้เหง้าแห้ง นำมาต้มเอาแต่น้ำอุ่น ๆ ใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นผื่น
ใช้เป็นยาพอกแก้อาการปวดตามข้อและตามกล้ามเนื้อ แก้ข้อกระดูกหักแพลง (รากเหง้า)ส่วนใบก็ใช้เป็นยาพอกแก้ปวดกล้ามเนื้อและข้อได้เช่นกัน
ชาวขมุจะใช้ทั้งต้นนำต้มดื่มแก้อาการปวดเมื่อย
รากใช้เป็นยาแก้เส้นกระตุก แก้ชัก (น้ำมันหอมระเหยจากต้น)
ชาวเมี่ยนจะใช้ใบนำมาต้มกับน้ำให้สตรีหลังคลอดที่อยู่ไฟอาบ
ตำรายาไทยแผนโบราณ ว่านน้ำจัดอยู่ใน “พิกัดจตุกาลธาตุ” ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบไปด้วยเหง้าว่านน้ำ รากแคแตร รากนมสวรรค์ และรากเจตมูลเพลิงแดง มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้ แก้เสมหะ แก้ลม แก้โลหิตในท้อง แก้อาการจุกเสียด
ในตำรับ “ยาประสะกานพลู” จะมีส่วนประกอบของเหง้าว่านน้ำอยู่ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ในตำรับ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง แก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ
ว่านน้ำยังประกฎอยู่ในตำรับ “ยาประสะไพล” (ยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา) ซึ่งมีเหง้าว่านน้ำเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกในตำรับ มีสรรพคุณช่วยแก้ระดูที่มาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ และช่วยขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังการคลอดบุตร
ราก - รับประทานมาก ทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานน้อย เป็นยาแก้ปวดท้อง ธาตุเสีย บำรุงธาตุ แก้จุก ขับลมในลำไส้ ปรุงลงในยาขมต่างๆ ทำให้ระงับอาการปวดท้องได้ดี - ในว่านน้ำมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า อาโกริน acorine มีรสขมและแอลคาลอยด์ คาลาไมท์ อยู่ในนี้เป็นยาแก้บิด เป็นยารักษาบิดของเด็ก (คือมูกเลือด) และหวัดลงคอ (หลอดลมอักเสบ) ได้อย่างดี เป็นยาขับเสมหะอย่างดี ชาวอินเดียใช้ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยว 2-3 นาที แก้หวัดและเจ็บคอ และใช้ปรุงกับยาระบายเพื่อเป็นยาธาตุด้วยในตัว - เป็นยาเบื่อแมลงต่างๆ เช่น แมลงวัน - เป็นยาแก้เส้นกระตุก แก้หืด ขับเสมหะ แก้ปวดศีรษะ แก้ Hysteria และ Neuralgia แก้ปวดกล้ามและข้อ แก้โรคผิวหนัง เหง้า - ใช้ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้โรคผิวหนัง เป็นยาหอม น้ำมันหอมระเหยจากต้น - แก้ชัก เป็นยาขมหอม ขับแก๊สในท้อง ทำให้เจริญอาหาร ช่วยการย่อย วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ : บำรุงธาตุ - ใช้เหง้าสด 9-12 กรัม หรือแห้ง 3-6 กรัม ชงด้วยน้ำร้อน 2 ถ้วยแก้ว ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ก่อนอาหารเย็น ติดต่อกันจนกว่าธาตุจะปกติ แก้ปวดท้องและจุกแน่น -ใช้รากว่านน้ำ หนัก 60 กรัม โขลกให้ละเอียด ชงลงในน้ำเดือด 420 ซีซี. รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง เป็นยาดูดพิษ แก้อาการอักเสบของหลอดลมและปอด - ใช้รากฝนกับสุรา เจือน้ำเล็กน้อย ทาหน้าอกเด็ก เป็นยาแก้ไอ - ใช้ชิ้นเล็กๆ ของรากว่านน้ำแห้ง อมเป็นยาแก้ไอ มีกลิ่นหอมระเหยทางลมหายใจ เป็นยาถอนพิษของสลอด และแก้โรคลงท้องปวดท้องของเด็ก - ใช้รากว่านน้ำเผาจนเป็นถ่าน ทำผงรับประทานมื้อละ 0.5 ถึง 1.5 กรัม ใช้ใบว่านน้ำสดตำละเอียดผสมน้ำสุมศีรษะแก้ปวดศีรษะได้ ตำพอกแก้ปวดกล้ามและข้อ ตำรวมกับชุมเห็ดเทศ แก้โรคผิวหนัง เป็นยาขมหอม เจริญอาหาร ขับแก๊ส ช่วยย่อยอาหาร - ในน้ำมันหอมระเหยมีวัตถุขมชื่อ acorin และมีแป้งและแทนนินอยู่ด้วย ทำเป็นยาชง (1 ใน 10) รับประทาน 15-30 ซีซี. หรือทิงเจอร์ (1 ใน 5) รับประทาน 2-4 ซีซี. ขนาดใช้ 1-4 กรัม สารเคมี : มีน้ำมันหอมระเหย (Calamus oil) 2-4% ในน้ำมันประกอบด้วย Sesquiterpene เช่น asarone Betasalone (มี 70-80 %) และตัวอื่นๆ ยังมี glucoside รสขมชื่อ acorin
เหง้าว่านน้ำมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ยาหอม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุน้ำ โดยใช้เหง้าแห้งประมาณ 1-3 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนอาหารเย็น ติดต่อกันจนกว่าธาตุจะปกติ (รากเหง้า)
ใช้เป็นยาขมช่วยทำให้เจริญอาหาร โดยใช้เหง้าแห้งประมาณ 1-3 กรัม (รากเหง้า)
ช่วยบำรุงหัวใจ
ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงประสาท หลอดลม
เหง้าใช้เป็นยาระงับประสาท สงบประสาท แก้อาการสะลึมสะลือ มึนงง รักษาอาการลืมง่าย ตกใจง่าย หรือมีอาการตื่นเต้นตกใจกลัวจนสั่น จิตใจปั่นป่วน ให้ใช้เหง้าว่านน้ำแห้ง 10 กรัม เอี่ยงจี่ 10 กรัม หกเหล้ง 10 กรัม เหล่งกุก 10 กรัม และกระดองส่วนท้องของเต่า 15 กรัม ใช้แบ่งกินครั้งละประมาณ 3-5 กรัม วันละ 3 เวลา
รากใช้เป็นยาแก้ Hysteria (โรคประสาทแบบฮีสทีเรีย) และ Neuralgia (อาการปวดตามเส้นประสาท)
ใบสดนำมาตำให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำใช้สุมหัวเด็ก จะช่วยรักษาอาการปวดศีรษะได้ ส่วนรากก็มีสรรพคุณแก้ปวดศีรษะได้เช่นกัน
ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (รากเหง้า)
เหง้ามีรสขมเผ็ด ใช้แก้โรคลม
ใช้รักษาอาการกระจกตาอักเสบ โดยใช้เหง้าแห้งนำมาใส่น้ำ ต้มให้เดือดโดยใช้ไฟอ่อน ๆ เสร็จแล้วเอากากออก เทมาปรับความเป็นกรดและด่าง ให้เป็นกลาง แล้วกรองให้ใส หรือจะใช้เหง้าที่แห้งใส่น้ำแล้วต้ม เทมาปรับความเป็นกรดและด่างให้เป็นกลางด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ แล้วกรองให้ใส นำมาบรรจุใส่ภาชนะ แล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อที่มีความดันสูง น้ำมาใช้เป็นยาหยอดตา หรือใช้ล้างตาวันละครั้ง
ใช้แก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้เหง้าแห้งนำไปบดให้เป็นผง แล้วนำมาใช้ทา (รากเหง้า)
ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ด้วยการใช้เหง้าแห้งนำไปบดให้เป็นผง แล้วนำมาใช้ทา
เหง้านำมาต้มรวมกับขิงและไพลใช้กินเป็นยาแก้ไข้
ใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น (รากเหง้า)
ชาวอินเดียจะฉีดรากเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำมาเคี้ยวประมาณ 2-3 นาที เป็นยาแก้หวัดและเจ็บคอ ส่วนชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน จะใช้ช่อดอกและยอดอ่อน นำมารับประทานสดเพื่อรักษาอาการหวัด (ยอดอ่อนดอก)
ใช้รักษาอาการไอ ด้วยการใช้ชิ้นเล็ก ๆ ของว่านน้ำแห้ง นำมาอมเป็นยาแก้ไอ อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมระเหยเวลาหายใจอีกด้วย (รากเหง้า)
รากมีสรรพคุณช่วยแก้หืด
เหง้ามีรสขมเผ็ด มีกลิ่นหอม เป็นยาร้อนเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อหัวใจ ปอด และม้าม ใช้เป็นช่วยขับเสมหะ ละลายเสมหะ แก้เสมหะอุดตันในทางเดินหายใจ (รากเหง้า)
ผงจากรากหรือเหง้าถ้ากินมากกว่าครั้งละ 2 กรัม จะทำให้อาเจียน อาจนำมาใช้ประโยชน์ในกรณีที่ผู้ป่วยกินสารพิษเข้าไป และต้องการจับสารพิษออกจากทางเดินอาหารด้วยการทำให้อาเจียน
ช่วยแก้หลอดลมอักเสบ หรือหวัดลงคอ (รากเหง้า)
รากใช้ฝนกับเหล้าทาหน้าอกเด็กเพื่อเป็นยาดูดพิษ แก้หลอดลม และปอดอักเสบ
ช่วยแก้ลมจุกแน่นในทรวงอก และแก้ลมที่อยู่ในท้องแต่อยู่นอกกระเพาะและลำไส้
ใช้เป็นยาขับลมในท้อง แก้ลมขึ้น แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด อาหารไม่ย่อย ด้วยการใช้เหง้าประมาณ 3-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้เข้ากับตำรายาอื่น ด้วยการใช้เหง้าว่านน้ำแห้ง 10 กรัม หัวแห้วหมู 15 กรัม เมล็ดแก่ของหัวผักกาดขาว 10 กรัม และซิ่งเข็ก 10กรัม นำมาผสมกันแล้วนำไปต้มเป็นยากิน (รากเหง้า)ส่วนชาวปะหล่องจะรากและเหง้า จิ้มกับเกลือใช้รับปะทานสดเพื่อรักษาอาการปวดท้อง หรือนำมาซอยบาง ๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงใช้ร่วมกับปูเลย นำมากินแล้วดื่มน้ำตาม จะช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ (รากเหง้า)
รากมีสรรพคุณเป็นยาระบาย
ช่วยแก้โรคกระเพาะอาหาร
ตำรายาไทยใช้เหง้าเป็นยาแก้ปวดท้อง ส่วนรากใช้รับประทานแต่น้อยเป็นยาแก้ปวดท้อง (รากเหง้า)แก้ลงท้อง (ท้องเดิน ท้องเสีย) ส่วนตำรับยาแก้โรคลงท้องปวดท้องของเด็ก ให้ใช้รากนำมาเผาให้เป็นถ่าน ทำเป็นผงรับประทานมื้อละ 0.5-1.5 กรัม
ช่วยรักษาโรคบิด บิดในเด็ก (คือมูกเลือด) แก้ท้องเสีย ด้วยการใช้เหง้าแห้ง นำมาบดให้เป็นผง ใช้กินกับน้ำต้มสุก (ที่ทิ้งไว้จนเย็นแล้ว) วันละ 2 เวลา (รากเหง้า)
ชาวม้งจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มผสมกับหญ้าปันยอด และหญ้างวงช้าง เป็นยาแก้ปวดท้องที่เกิดจากอาหารเป็นพิษ ส่วนชาวปะหล่องจะนำรากและเหง้ามาซอยบาง ๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงใช้ร่วมกับปูเลย นำมากินแล้วดื่มน้ำตาม ก็เป็นยาแก้ปวดท้องจากอาหารเป็นพิษได้เช่นกัน (รากเหง้าทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการลำไส้อักเสบ และโรคบิดแบคทีเรีย ด้วยการใช้รากสด นำมาหั่นให้เป็นแผ่น แล้วนำไปตากแห้ง บดให้เป็นผงและบรรจุแคปซูลประมาณ 0.3 กรัม ใช้กินกับน้ำอุ่น แต่ถ้าใช้ต้มกินจะมีอาการอึดอัดไม่สบายใจ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ระคายเคืองในกระเพาะอาหาร
ใช้เป็นยาขับพยาธิ ด้วยการใช้เหง้าแห้งประมาณ 3-6 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือนำมาบดให้เป็นผงบรรจุในแคปซูลกิน
ช่วยขับปัสสาวะ
ช่วยขับระดูของสตรี
รากนำมาเผาให้เป็นถ่านใช้รับประทานเป็นยาถอนพิษสลอด โดยให้รับประทานมื้อละ 0.5-1.5 กรัม
ใช้รักษาแผลมีหนอง
เหง้าใช้ภายนอกเป็นยาแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ฝีหนอง เหง้าใช้ผสมกับชุมเห็ดเทศ ใช้ทาแก้โรคผิวหนัง ส่วนรากก็มีสรรพคุณแก้โรคผิวหนังได้เช่นกัน
ใช้รักษาอาการอักเสบเรื้อรังอย่างได้ผล โดยใช้ผงจากรากประมาณ 0.3 กรัม นำมาบรรจุใส่ในแคปซูล ใช้กินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2-3 เวลา หรือจะใช้ฉีดเข้ากล้าม จะเห็นผลดีกว่าแบบกิน และในระยะยาวถ้าใช้ยากินร่วมกับยาอื่น ๆ อีก จะได้ผลที่ดีกว่า แต่เมื่อกินยาเข้าไปแล้วจะมีอาการข้างเคียง คือ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ คลื่นไส้อาเจียน มีอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและลำไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน แต่เมื่อหยุดใช้ยา อาการเหล่านี้ก็จะหายไป
สำหรับเด็กที่เป็นผื่นคันตามซอกก้นและซอกขา ให้ใช้เหง้าแห้ง นำมาต้มเอาแต่น้ำอุ่น ๆ ใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นผื่น
ใช้เป็นยาพอกแก้อาการปวดตามข้อและตามกล้ามเนื้อ แก้ข้อกระดูกหักแพลง (รากเหง้า)ส่วนใบก็ใช้เป็นยาพอกแก้ปวดกล้ามเนื้อและข้อได้เช่นกัน
ชาวขมุจะใช้ทั้งต้นนำต้มดื่มแก้อาการปวดเมื่อย
รากใช้เป็นยาแก้เส้นกระตุก แก้ชัก (น้ำมันหอมระเหยจากต้น)
ชาวเมี่ยนจะใช้ใบนำมาต้มกับน้ำให้สตรีหลังคลอดที่อยู่ไฟอาบ
ตำรายาไทยแผนโบราณ ว่านน้ำจัดอยู่ใน “พิกัดจตุกาลธาตุ” ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบไปด้วยเหง้าว่านน้ำ รากแคแตร รากนมสวรรค์ และรากเจตมูลเพลิงแดง มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้ แก้เสมหะ แก้ลม แก้โลหิตในท้อง แก้อาการจุกเสียด
ในตำรับ “ยาประสะกานพลู” จะมีส่วนประกอบของเหง้าว่านน้ำอยู่ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ในตำรับ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง แก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ
ว่านน้ำยังประกฎอยู่ในตำรับ “ยาประสะไพล” (ยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา) ซึ่งมีเหง้าว่านน้ำเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกในตำรับ มีสรรพคุณช่วยแก้ระดูที่มาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ และช่วยขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังการคลอดบุตร
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/