เข้าสู่ระบบ
Username ::  
Password ::  

ลืมรหัสผ่าน / สมัครสมาชิก

 ข้อมูลสมุนไพร

สายน้ำผึ้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Lonicera japonica  Thunb.
ชื่อสามัญ : Honey Suckle
วงศ์ :  CAPRIFOLIACEAE
ชื่ออื่น: -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : 
ไม้เถา กิ่งสีน้ำตาลเป็นมัน มีขนนุ่ม ใบเดี่ยวเกิดเป็นคู่ตรงกันข้าม มีขนตามเส้นกลางใบทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบสั้น ดอกมีสีเหลืองอมส้ม กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกเป็นหลอดยาว 1.5-3 ซม. แยกเป็น 2 กลีบๆ บนมี 4 หยัก กลีบล่างมี 1 กลีบ เกสรเพศผู้ยาวกว่ากลีบดอก ผลกลมสีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-7 ซม. เกลี้ยงไม่มีขน
สรรพคุณ : 
ทั้งต้น -ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้แผลฝีต่างๆ - แก้ท้องร่วง ตับอักเสบ โรคลำไส้ - ปวดเมื่อยตามข้อ ดอกตูม - ใช้รักษาโรคผิวหนัง - ดอกคั้นรับประทานเป็นยาเจริญอาหาร เถาสด - ใช้รักษา บิดไม่มีตัว (ท้องเสีย) ลำไส้อักเสบ วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้เถาสด 100 กรัม สับเป็นท่อนเล็กๆ ใส่ลงในหม้อเคลือบ เติมน้ำลงไป 200 มิลลิลิตร แช่น้ำไว้ 12 ชั่วโมง แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆ 3 ชั่วโมง แล้วเติมน้ำให้ได้ 100 มิลลิลิตร กรองเอาน้ำรับประทานวันละ 1.6-2.4 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้เพิ่มหรือลดขนาดของยาตามอาการ โดยทั่วไปเริ่มต้นให้รับประทาน 20 มิลลิลิตร ทุก 4 ชั่วโมง เมื่ออาการดีขึ้นให้รับประทานครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก 6 ชั่วโมง หลังจากอาการท้องร่วงหายไปให้รับประทานต่ออีก 2 วัน สารเคมี ใบ มี lonicerin และ luteolin-7-rhamnoglucoside ดอก มี luteolin-7-glucoside inositol และ saponin ผล มี Cryptosanthin
ดอกมีรสหวานเย็น ใช้ดอกสดหรือดอกแห้ง นำมาชงดื่มแทนชา จะมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้กระปรี้กระเปร่าและอายุยืน
ดอกนำมาคั้นรับประทานเป็นยาช่วยเจริญอาหาร (ดอกตูม)
ดอกมีสรรพคุณเป็นยาแก้ความดันโลหิตสูง
ช่วยแก้อาการมึนเมา
เถามีรสหวานชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและหัวใจ ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ ช่วยทะลวงลมปราณ รักษาไข้อันเกิดจากการกระทบจากปัจจัยภายนอก
ดอกมีรสชุ่มและขมเล็กน้อย เป็นยาเย็นออกฤทธิ์ต่อปอดและกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้พิษ แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ไข้หวัดใหญ่ มีไข้ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว
ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด แก้คอแห้ง ให้ใช้ใบหรือเถา หรือดอกแห้ง 30 กรัม ถ้าเป็นสดให้ใช้ 90 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินบ่อย ๆ (ใบหรือเถาดอก)ส่วนตำรับยาแก้ไข้หวัดอีกวิธี ระบุให้ใช้ดอกสายน้ำผึ้ง 15 กรัม โหล่วกิง 20 กรัม เหลี่ยงเคี้ยว 15 กรัม ใบไผ่เขียว 15 กรัม เต่าซี่แห้ง 10 กรัม เก็งสุ่ย 6 กรัม หงู่ผั่งจี้ 5 กรัม กิ๊กแก้ 5 กรัม ใบสะระแหน่ 3 กรัม และชะเอม 3 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน (บางข้อมูลระบุว่าดอกใช้ร่วมกับใบหม่อนเป็นยาแก้ไอ และรักษาหอบหืดในระยะแรก)
ช่วยแก้อาการเจ็บคอ
ช่วยแก้เหงือกอักเสบ
ช่วยรักษาปากนกกระจอก
บางข้อมูลระบุว่าดอกมีสรรพคุณเป็นยารักษาแผลในปาก
ดอกใช้เป็นยารักษาระบบทางเดินหายใจติดเชื้อ
ช่วยแก้เต้านมอักเสบ
ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคลำไส้
ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร
เถาสดนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ท้องเสีย (บิดไม่มีตัว) ท้องร่วง แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด และลำไส้อักเสบ โดยมีการทดลองกับผู้ป่วยแล้วและพบว่ามีฤทธิ์แก้ท้องเสีย (เถาเถาหรือใบทั้งต้น)ส่วนดอกตูมก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องเสีย และแก้ลำไส้อักเสบเช่นกัน (ดอกตูมจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่าดอกบาน) ตำรายาแก้ท้องร่วง ระบุให้ใช้เถาสด 100 กรัม นำมาสับเป็นท่อนเล็ก ๆ ใส่ลงในหม้อเคลือบ แล้วเติมน้ำลงไป 200 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง แล้วต้มด้วยไฟอ่อน ๆ 3 ชั่วโมง แล้วเติมน้ำให้ได้ 100 มิลลิลิตร กรองเอาน้ำมากินวันละ 1.6-2.4 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยให้เพิ่มหรือลดขนาดของยาไปตามอาการที่เป็น แต่โดยทั่วไปให้เริ่มต้นกินครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก ๆ 4 ชั่วโมง เมื่ออาการดีขึ้นก็ให้กินครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก ๆ 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นถ้าอาการท้องร่วงหายไปแล้วก็ให้รับประทานต่อไปอีก 2 วัน
แก้บิดติดเชื้อถ่ายเป็นเลือด บิดมูกเลือด ให้ใช้เถาแห้ง 10-30 กรัม (ถ้าเป็นเถาสดให้ใช้ 20-60 กรัม) หรือดอกแห้ง 10-30 กรัม นำมาต้มเคี่ยวกับน้ำให้ข้น แล้วนำมากิน (เถาดอกทั้งต้น)
ช่วยรักษาลำไส้ติดเชื้อ
ตำรายาจีนจะใช้เถาสดนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ (เถาเถาหรือใบ)ส่วนดอกและทั้งต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะเช่นกัน (ดอกทั้งต้น)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ส่วนดอกมีสรรพคุณช่วยรักษาริดสีดวงในลำไส้
ปากมดลูกอักเสบเป็นหนอง ให้ใช้ดอกสายน้ําผึ้งแห้ง 1000 กรัม นำมาบดให้เป็นผง แล้วนำไปแช่กับเหล้าขาว 40 ดีกรี ในปริมาณ 1500 ซีซี โดยให้แช่ทิ้งไว้ 2 วัน จากนั้นให้กรองเอาแต่เหล้าประมาณ 400 ซีซี ใช้ทาบริเวณปากมดลูก โดยให้ทาติดต่อกันประมาณ 7-12 วัน
ช่วยรักษาไส้ติ่งอักเสบ
ช่วยรักษาตับอักเสบ รักษาตับอักเสบชนิดเอ (เถาหรือใบ)รักษาโรคติดเชื้อในตับ
ช่วยรักษาโรคติดเชื้อบางชนิด (เถาหรือใบ)
สำหรับผู้ที่เป็นงูสวัดที่ดูเหมือนแผลจะหายดีแล้ว แต่ยังมีพิษของโรคงูสวัดตกค้างในร่างกาย คือมีอาการปวดแสบปวดร้อนและบวม ให้ใช้ดอกสายน้ำผึ้ง 10 กรัม ใบโด่ไม่รู้ล้ม 10 กรัม ข้าวเย็นเหนือ 30 กรัม และข้าวเย็นใต้ 30 กรัม (แบบแห้งทั้งหมด) นำมาต้มรวมกันในน้ำ 1 ลิตร จนเดือด ใช้ดื่มในขณะอุ่นครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น โดยให้ดื่มไปเรื่อย ๆ จะช่วยขับพิษของโรคงูสวัดที่ตกค้างในร่างกายออกได้ และอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุด
ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้แผลฝีต่าง ๆ แผลเปื่อย และโรคผิวหนังต่าง ๆ (เถาหรือใบทั้งต้น)
ส่วนดอกใช้ภายนอกรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน พิษฝีหนอง เชื้อไวรัสบริเวณผิวหนัง (ดอกตูม)(บางข้อมูลระบุว่าดอกสามารถใช้รักษาอาการคันผิวหนังได้ โดยใช้ดอกนำมาตำพอกบริเวณที่มีอาการคัน และยังใช้ได้กับรอยแผลจากการถูกขีดข่วนหรือถูกมีดบาดได้ด้วย)
ช่วยรักษาฝีฝักบัว (เถาหรือใบ)
ดอกใช้เป็นยาแก้ฝีหนองอักเสบ ปวดบวม
หากเมาเห็ด ให้ใช้กิ่งและใบอ่อนจำนวนพอสมควร นำมาล้างให้สะอาด ใช้เคี้ยวให้ละเอียดกินเป็นยา (กิ่งใบ)
ช่วยแก้อาการปวดเส้นปวดกระดูก ปวดเมื่อยตามข้อ
ช่วยแก้อาการปวดหลัง ปวดเมื่อยปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวและแขนขา ด้วยการใช้ใบหรือเถา หรือดอกแห้งประมาณ 30 กรัม (ถ้าสดให้ใช้ประมาณ 90 กรัม) นำมาต้มกับน้ำกินบ่อย ๆ
ส่วนสรรพคุณของกิมหงึ่งฮวย (ดอกสายน้ําผึ้ง) ตามตำราการแพทย์แผนจีนระบุว่ากิมหงึ่งฮวย (ดอกสายน้ำผึ้ง) มีรสอมหวานและเย็น มีฤทธิ์ผ่อนคลายและกระจายความร้อน แก้หวัดอันเกิดจากการกระทบลมร้อน ช่วยขับพิษ แก้บิด ถ่ายบิดเป็นมูกเลือด แก้แผลฝี แผลเปื่อย บวม ส่วนกิมหงึ่งฮวยถ่าน จะมีสรรพคุณแก้ถ่ายบิดเป็นมูกเลือด แก้สตรีที่มีอาการตกเลือด อาเจียนเป็นเลือด และมีเลือดกำเดาไหล สำหรับขนาดที่ใช้ ให้ใช้ในขนาด 6-15 กรัม นำมาต้มเอาแต่น้ำดื่ม และห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเย็นพร่องของม้ามและกระเพาะอาหาร
นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ ของสายน้ำผึ้งที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกเช่น ช่วยแก้อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ รักษาวัณโรคและอาการทางผิวหนังทีเกิดจากโรคซิฟิลิส รวมทั้งผื่นคันทีเกิดจากการติดเชื้อ ส่วนสารสกัดจากดอกยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย ส่วนก้านดอกจะใช้เป็นยารักษาอาการไขข้ออักเสบ และคางทูม นอกจากนี้ก้านและดอกยังสามารถนำมาใช้ผสมกันเพื่อรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและโรคนิวมอเนียได้ด้วย และจากการศึกษาวิจัยในประเทศจีนยังพบด้วยว่าสายน้ําผึ้งอาจมีสรรพคุณเป็นยารักษามะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งทรวงอก อีกทั้งยังมีการนำไปทดลองใช้เพื่อรักษาเอดส์ด้วยเช่นกัน
ทั้งต้น -ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้แผลฝีต่างๆ - แก้ท้องร่วง ตับอักเสบ โรคลำไส้ - ปวดเมื่อยตามข้อ ดอกตูม - ใช้รักษาโรคผิวหนัง - ดอกคั้นรับประทานเป็นยาเจริญอาหาร เถาสด - ใช้รักษา บิดไม่มีตัว (ท้องเสีย) ลำไส้อักเสบ วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้เถาสด 100 กรัม สับเป็นท่อนเล็กๆ ใส่ลงในหม้อเคลือบ เติมน้ำลงไป 200 มิลลิลิตร แช่น้ำไว้ 12 ชั่วโมง แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆ 3 ชั่วโมง แล้วเติมน้ำให้ได้ 100 มิลลิลิตร กรองเอาน้ำรับประทานวันละ 1.6-2.4 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้เพิ่มหรือลดขนาดของยาตามอาการ โดยทั่วไปเริ่มต้นให้รับประทาน 20 มิลลิลิตร ทุก 4 ชั่วโมง เมื่ออาการดีขึ้นให้รับประทานครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก 6 ชั่วโมง หลังจากอาการท้องร่วงหายไปให้รับประทานต่ออีก 2 วัน สารเคมี ใบ มี lonicerin และ luteolin-7-rhamnoglucoside ดอก มี luteolin-7-glucoside inositol และ saponin ผล มี Cryptosanthin
ดอกมีรสหวานเย็น ใช้ดอกสดหรือดอกแห้ง นำมาชงดื่มแทนชา จะมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้กระปรี้กระเปร่าและอายุยืน
ดอกนำมาคั้นรับประทานเป็นยาช่วยเจริญอาหาร (ดอกตูม)
ดอกมีสรรพคุณเป็นยาแก้ความดันโลหิตสูง
ช่วยแก้อาการมึนเมา
เถามีรสหวานชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและหัวใจ ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ ช่วยทะลวงลมปราณ รักษาไข้อันเกิดจากการกระทบจากปัจจัยภายนอก
ดอกมีรสชุ่มและขมเล็กน้อย เป็นยาเย็นออกฤทธิ์ต่อปอดและกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้พิษ แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ไข้หวัดใหญ่ มีไข้ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว
ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด แก้คอแห้ง ให้ใช้ใบหรือเถา หรือดอกแห้ง 30 กรัม ถ้าเป็นสดให้ใช้ 90 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินบ่อย ๆ (ใบหรือเถาดอก)ส่วนตำรับยาแก้ไข้หวัดอีกวิธี ระบุให้ใช้ดอกสายน้ำผึ้ง 15 กรัม โหล่วกิง 20 กรัม เหลี่ยงเคี้ยว 15 กรัม ใบไผ่เขียว 15 กรัม เต่าซี่แห้ง 10 กรัม เก็งสุ่ย 6 กรัม หงู่ผั่งจี้ 5 กรัม กิ๊กแก้ 5 กรัม ใบสะระแหน่ 3 กรัม และชะเอม 3 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน (บางข้อมูลระบุว่าดอกใช้ร่วมกับใบหม่อนเป็นยาแก้ไอ และรักษาหอบหืดในระยะแรก)
ช่วยแก้อาการเจ็บคอ
ช่วยแก้เหงือกอักเสบ
ช่วยรักษาปากนกกระจอก
บางข้อมูลระบุว่าดอกมีสรรพคุณเป็นยารักษาแผลในปาก
ดอกใช้เป็นยารักษาระบบทางเดินหายใจติดเชื้อ
ช่วยแก้เต้านมอักเสบ
ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคลำไส้
ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร
เถาสดนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ท้องเสีย (บิดไม่มีตัว) ท้องร่วง แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด และลำไส้อักเสบ โดยมีการทดลองกับผู้ป่วยแล้วและพบว่ามีฤทธิ์แก้ท้องเสีย (เถาเถาหรือใบทั้งต้น)ส่วนดอกตูมก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องเสีย และแก้ลำไส้อักเสบเช่นกัน (ดอกตูมจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่าดอกบาน) ตำรายาแก้ท้องร่วง ระบุให้ใช้เถาสด 100 กรัม นำมาสับเป็นท่อนเล็ก ๆ ใส่ลงในหม้อเคลือบ แล้วเติมน้ำลงไป 200 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง แล้วต้มด้วยไฟอ่อน ๆ 3 ชั่วโมง แล้วเติมน้ำให้ได้ 100 มิลลิลิตร กรองเอาน้ำมากินวันละ 1.6-2.4 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยให้เพิ่มหรือลดขนาดของยาไปตามอาการที่เป็น แต่โดยทั่วไปให้เริ่มต้นกินครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก ๆ 4 ชั่วโมง เมื่ออาการดีขึ้นก็ให้กินครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก ๆ 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นถ้าอาการท้องร่วงหายไปแล้วก็ให้รับประทานต่อไปอีก 2 วัน
แก้บิดติดเชื้อถ่ายเป็นเลือด บิดมูกเลือด ให้ใช้เถาแห้ง 10-30 กรัม (ถ้าเป็นเถาสดให้ใช้ 20-60 กรัม) หรือดอกแห้ง 10-30 กรัม นำมาต้มเคี่ยวกับน้ำให้ข้น แล้วนำมากิน (เถาดอกทั้งต้น)
ช่วยรักษาลำไส้ติดเชื้อ
ตำรายาจีนจะใช้เถาสดนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ (เถาเถาหรือใบ)ส่วนดอกและทั้งต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะเช่นกัน (ดอกทั้งต้น)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ส่วนดอกมีสรรพคุณช่วยรักษาริดสีดวงในลำไส้
ปากมดลูกอักเสบเป็นหนอง ให้ใช้ดอกสายน้ําผึ้งแห้ง 1000 กรัม นำมาบดให้เป็นผง แล้วนำไปแช่กับเหล้าขาว 40 ดีกรี ในปริมาณ 1500 ซีซี โดยให้แช่ทิ้งไว้ 2 วัน จากนั้นให้กรองเอาแต่เหล้าประมาณ 400 ซีซี ใช้ทาบริเวณปากมดลูก โดยให้ทาติดต่อกันประมาณ 7-12 วัน
ช่วยรักษาไส้ติ่งอักเสบ
ช่วยรักษาตับอักเสบ รักษาตับอักเสบชนิดเอ (เถาหรือใบ)รักษาโรคติดเชื้อในตับ
ช่วยรักษาโรคติดเชื้อบางชนิด (เถาหรือใบ)
สำหรับผู้ที่เป็นงูสวัดที่ดูเหมือนแผลจะหายดีแล้ว แต่ยังมีพิษของโรคงูสวัดตกค้างในร่างกาย คือมีอาการปวดแสบปวดร้อนและบวม ให้ใช้ดอกสายน้ำผึ้ง 10 กรัม ใบโด่ไม่รู้ล้ม 10 กรัม ข้าวเย็นเหนือ 30 กรัม และข้าวเย็นใต้ 30 กรัม (แบบแห้งทั้งหมด) นำมาต้มรวมกันในน้ำ 1 ลิตร จนเดือด ใช้ดื่มในขณะอุ่นครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น โดยให้ดื่มไปเรื่อย ๆ จะช่วยขับพิษของโรคงูสวัดที่ตกค้างในร่างกายออกได้ และอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุด
ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้แผลฝีต่าง ๆ แผลเปื่อย และโรคผิวหนังต่าง ๆ (เถาหรือใบทั้งต้น)
ส่วนดอกใช้ภายนอกรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน พิษฝีหนอง เชื้อไวรัสบริเวณผิวหนัง (ดอกตูม)(บางข้อมูลระบุว่าดอกสามารถใช้รักษาอาการคันผิวหนังได้ โดยใช้ดอกนำมาตำพอกบริเวณที่มีอาการคัน และยังใช้ได้กับรอยแผลจากการถูกขีดข่วนหรือถูกมีดบาดได้ด้วย)
ช่วยรักษาฝีฝักบัว (เถาหรือใบ)
ดอกใช้เป็นยาแก้ฝีหนองอักเสบ ปวดบวม
หากเมาเห็ด ให้ใช้กิ่งและใบอ่อนจำนวนพอสมควร นำมาล้างให้สะอาด ใช้เคี้ยวให้ละเอียดกินเป็นยา (กิ่งใบ)
ช่วยแก้อาการปวดเส้นปวดกระดูก ปวดเมื่อยตามข้อ
ช่วยแก้อาการปวดหลัง ปวดเมื่อยปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวและแขนขา ด้วยการใช้ใบหรือเถา หรือดอกแห้งประมาณ 30 กรัม (ถ้าสดให้ใช้ประมาณ 90 กรัม) นำมาต้มกับน้ำกินบ่อย ๆ
ส่วนสรรพคุณของกิมหงึ่งฮวย (ดอกสายน้ําผึ้ง) ตามตำราการแพทย์แผนจีนระบุว่ากิมหงึ่งฮวย (ดอกสายน้ำผึ้ง) มีรสอมหวานและเย็น มีฤทธิ์ผ่อนคลายและกระจายความร้อน แก้หวัดอันเกิดจากการกระทบลมร้อน ช่วยขับพิษ แก้บิด ถ่ายบิดเป็นมูกเลือด แก้แผลฝี แผลเปื่อย บวม ส่วนกิมหงึ่งฮวยถ่าน จะมีสรรพคุณแก้ถ่ายบิดเป็นมูกเลือด แก้สตรีที่มีอาการตกเลือด อาเจียนเป็นเลือด และมีเลือดกำเดาไหล สำหรับขนาดที่ใช้ ให้ใช้ในขนาด 6-15 กรัม นำมาต้มเอาแต่น้ำดื่ม และห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเย็นพร่องของม้ามและกระเพาะอาหาร
นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ ของสายน้ำผึ้งที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกเช่น ช่วยแก้อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ รักษาวัณโรคและอาการทางผิวหนังทีเกิดจากโรคซิฟิลิส รวมทั้งผื่นคันทีเกิดจากการติดเชื้อ ส่วนสารสกัดจากดอกยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย ส่วนก้านดอกจะใช้เป็นยารักษาอาการไขข้ออักเสบ และคางทูม นอกจากนี้ก้านและดอกยังสามารถนำมาใช้ผสมกันเพื่อรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและโรคนิวมอเนียได้ด้วย และจากการศึกษาวิจัยในประเทศจีนยังพบด้วยว่าสายน้ําผึ้งอาจมีสรรพคุณเป็นยารักษามะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งทรวงอก อีกทั้งยังมีการนำไปทดลองใช้เพื่อรักษาเอดส์ด้วยเช่นกัน
ทั้งต้น -ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้แผลฝีต่างๆ - แก้ท้องร่วง ตับอักเสบ โรคลำไส้ - ปวดเมื่อยตามข้อ ดอกตูม - ใช้รักษาโรคผิวหนัง - ดอกคั้นรับประทานเป็นยาเจริญอาหาร เถาสด - ใช้รักษา บิดไม่มีตัว (ท้องเสีย) ลำไส้อักเสบ วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้เถาสด 100 กรัม สับเป็นท่อนเล็กๆ ใส่ลงในหม้อเคลือบ เติมน้ำลงไป 200 มิลลิลิตร แช่น้ำไว้ 12 ชั่วโมง แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆ 3 ชั่วโมง แล้วเติมน้ำให้ได้ 100 มิลลิลิตร กรองเอาน้ำรับประทานวันละ 1.6-2.4 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้เพิ่มหรือลดขนาดของยาตามอาการ โดยทั่วไปเริ่มต้นให้รับประทาน 20 มิลลิลิตร ทุก 4 ชั่วโมง เมื่ออาการดีขึ้นให้รับประทานครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก 6 ชั่วโมง หลังจากอาการท้องร่วงหายไปให้รับประทานต่ออีก 2 วัน สารเคมี ใบ มี lonicerin และ luteolin-7-rhamnoglucoside ดอก มี luteolin-7-glucoside inositol และ saponin ผล มี Cryptosanthin
ดอกมีรสหวานเย็น ใช้ดอกสดหรือดอกแห้ง นำมาชงดื่มแทนชา จะมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้กระปรี้กระเปร่าและอายุยืน
ดอกนำมาคั้นรับประทานเป็นยาช่วยเจริญอาหาร (ดอกตูม)
ดอกมีสรรพคุณเป็นยาแก้ความดันโลหิตสูง
ช่วยแก้อาการมึนเมา
เถามีรสหวานชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและหัวใจ ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ ช่วยทะลวงลมปราณ รักษาไข้อันเกิดจากการกระทบจากปัจจัยภายนอก
ดอกมีรสชุ่มและขมเล็กน้อย เป็นยาเย็นออกฤทธิ์ต่อปอดและกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้พิษ แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ไข้หวัดใหญ่ มีไข้ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว
ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด แก้คอแห้ง ให้ใช้ใบหรือเถา หรือดอกแห้ง 30 กรัม ถ้าเป็นสดให้ใช้ 90 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินบ่อย ๆ (ใบหรือเถาดอก)ส่วนตำรับยาแก้ไข้หวัดอีกวิธี ระบุให้ใช้ดอกสายน้ำผึ้ง 15 กรัม โหล่วกิง 20 กรัม เหลี่ยงเคี้ยว 15 กรัม ใบไผ่เขียว 15 กรัม เต่าซี่แห้ง 10 กรัม เก็งสุ่ย 6 กรัม หงู่ผั่งจี้ 5 กรัม กิ๊กแก้ 5 กรัม ใบสะระแหน่ 3 กรัม และชะเอม 3 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน (บางข้อมูลระบุว่าดอกใช้ร่วมกับใบหม่อนเป็นยาแก้ไอ และรักษาหอบหืดในระยะแรก)
ช่วยแก้อาการเจ็บคอ
ช่วยแก้เหงือกอักเสบ
ช่วยรักษาปากนกกระจอก
บางข้อมูลระบุว่าดอกมีสรรพคุณเป็นยารักษาแผลในปาก
ดอกใช้เป็นยารักษาระบบทางเดินหายใจติดเชื้อ
ช่วยแก้เต้านมอักเสบ
ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคลำไส้
ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร
เถาสดนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ท้องเสีย (บิดไม่มีตัว) ท้องร่วง แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด และลำไส้อักเสบ โดยมีการทดลองกับผู้ป่วยแล้วและพบว่ามีฤทธิ์แก้ท้องเสีย (เถาเถาหรือใบทั้งต้น)ส่วนดอกตูมก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องเสีย และแก้ลำไส้อักเสบเช่นกัน (ดอกตูมจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่าดอกบาน) ตำรายาแก้ท้องร่วง ระบุให้ใช้เถาสด 100 กรัม นำมาสับเป็นท่อนเล็ก ๆ ใส่ลงในหม้อเคลือบ แล้วเติมน้ำลงไป 200 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง แล้วต้มด้วยไฟอ่อน ๆ 3 ชั่วโมง แล้วเติมน้ำให้ได้ 100 มิลลิลิตร กรองเอาน้ำมากินวันละ 1.6-2.4 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยให้เพิ่มหรือลดขนาดของยาไปตามอาการที่เป็น แต่โดยทั่วไปให้เริ่มต้นกินครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก ๆ 4 ชั่วโมง เมื่ออาการดีขึ้นก็ให้กินครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก ๆ 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นถ้าอาการท้องร่วงหายไปแล้วก็ให้รับประทานต่อไปอีก 2 วัน
แก้บิดติดเชื้อถ่ายเป็นเลือด บิดมูกเลือด ให้ใช้เถาแห้ง 10-30 กรัม (ถ้าเป็นเถาสดให้ใช้ 20-60 กรัม) หรือดอกแห้ง 10-30 กรัม นำมาต้มเคี่ยวกับน้ำให้ข้น แล้วนำมากิน (เถาดอกทั้งต้น)
ช่วยรักษาลำไส้ติดเชื้อ
ตำรายาจีนจะใช้เถาสดนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ (เถาเถาหรือใบ)ส่วนดอกและทั้งต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะเช่นกัน (ดอกทั้งต้น)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ส่วนดอกมีสรรพคุณช่วยรักษาริดสีดวงในลำไส้
ปากมดลูกอักเสบเป็นหนอง ให้ใช้ดอกสายน้ําผึ้งแห้ง 1000 กรัม นำมาบดให้เป็นผง แล้วนำไปแช่กับเหล้าขาว 40 ดีกรี ในปริมาณ 1500 ซีซี โดยให้แช่ทิ้งไว้ 2 วัน จากนั้นให้กรองเอาแต่เหล้าประมาณ 400 ซีซี ใช้ทาบริเวณปากมดลูก โดยให้ทาติดต่อกันประมาณ 7-12 วัน
ช่วยรักษาไส้ติ่งอักเสบ
ช่วยรักษาตับอักเสบ รักษาตับอักเสบชนิดเอ (เถาหรือใบ)รักษาโรคติดเชื้อในตับ
ช่วยรักษาโรคติดเชื้อบางชนิด (เถาหรือใบ)
สำหรับผู้ที่เป็นงูสวัดที่ดูเหมือนแผลจะหายดีแล้ว แต่ยังมีพิษของโรคงูสวัดตกค้างในร่างกาย คือมีอาการปวดแสบปวดร้อนและบวม ให้ใช้ดอกสายน้ำผึ้ง 10 กรัม ใบโด่ไม่รู้ล้ม 10 กรัม ข้าวเย็นเหนือ 30 กรัม และข้าวเย็นใต้ 30 กรัม (แบบแห้งทั้งหมด) นำมาต้มรวมกันในน้ำ 1 ลิตร จนเดือด ใช้ดื่มในขณะอุ่นครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น โดยให้ดื่มไปเรื่อย ๆ จะช่วยขับพิษของโรคงูสวัดที่ตกค้างในร่างกายออกได้ และอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุด
ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้แผลฝีต่าง ๆ แผลเปื่อย และโรคผิวหนังต่าง ๆ (เถาหรือใบทั้งต้น)
ส่วนดอกใช้ภายนอกรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน พิษฝีหนอง เชื้อไวรัสบริเวณผิวหนัง (ดอกตูม)(บางข้อมูลระบุว่าดอกสามารถใช้รักษาอาการคันผิวหนังได้ โดยใช้ดอกนำมาตำพอกบริเวณที่มีอาการคัน และยังใช้ได้กับรอยแผลจากการถูกขีดข่วนหรือถูกมีดบาดได้ด้วย)
ช่วยรักษาฝีฝักบัว (เถาหรือใบ)
ดอกใช้เป็นยาแก้ฝีหนองอักเสบ ปวดบวม
หากเมาเห็ด ให้ใช้กิ่งและใบอ่อนจำนวนพอสมควร นำมาล้างให้สะอาด ใช้เคี้ยวให้ละเอียดกินเป็นยา (กิ่งใบ)
ช่วยแก้อาการปวดเส้นปวดกระดูก ปวดเมื่อยตามข้อ
ช่วยแก้อาการปวดหลัง ปวดเมื่อยปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวและแขนขา ด้วยการใช้ใบหรือเถา หรือดอกแห้งประมาณ 30 กรัม (ถ้าสดให้ใช้ประมาณ 90 กรัม) นำมาต้มกับน้ำกินบ่อย ๆ
ส่วนสรรพคุณของกิมหงึ่งฮวย (ดอกสายน้ําผึ้ง) ตามตำราการแพทย์แผนจีนระบุว่ากิมหงึ่งฮวย (ดอกสายน้ำผึ้ง) มีรสอมหวานและเย็น มีฤทธิ์ผ่อนคลายและกระจายความร้อน แก้หวัดอันเกิดจากการกระทบลมร้อน ช่วยขับพิษ แก้บิด ถ่ายบิดเป็นมูกเลือด แก้แผลฝี แผลเปื่อย บวม ส่วนกิมหงึ่งฮวยถ่าน จะมีสรรพคุณแก้ถ่ายบิดเป็นมูกเลือด แก้สตรีที่มีอาการตกเลือด อาเจียนเป็นเลือด และมีเลือดกำเดาไหล สำหรับขนาดที่ใช้ ให้ใช้ในขนาด 6-15 กรัม นำมาต้มเอาแต่น้ำดื่ม และห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเย็นพร่องของม้ามและกระเพาะอาหาร
นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ ของสายน้ำผึ้งที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกเช่น ช่วยแก้อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ รักษาวัณโรคและอาการทางผิวหนังทีเกิดจากโรคซิฟิลิส รวมทั้งผื่นคันทีเกิดจากการติดเชื้อ ส่วนสารสกัดจากดอกยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย ส่วนก้านดอกจะใช้เป็นยารักษาอาการไขข้ออักเสบ และคางทูม นอกจากนี้ก้านและดอกยังสามารถนำมาใช้ผสมกันเพื่อรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและโรคนิวมอเนียได้ด้วย และจากการศึกษาวิจัยในประเทศจีนยังพบด้วยว่าสายน้ําผึ้งอาจมีสรรพคุณเป็นยารักษามะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งทรวงอก อีกทั้งยังมีการนำไปทดลองใช้เพื่อรักษาเอดส์ด้วยเช่นกัน
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/