เข้าสู่ระบบ
Username ::  
Password ::  

ลืมรหัสผ่าน / สมัครสมาชิก

 ข้อมูลสมุนไพร

โมกหลวง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Holarrhena pubescens  Wall. ex G. Don
ชื่อสามัญ : -
วงศ์ :  APOCYNACEAE
ชื่ออื่น: ซอทึ, พอแก, ส่าตึ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); พุด (กาญจนบุรี); พุทธรักษา (เพชรบุรี); มูกมันน้อย, มูกมันหลวง, มูกหลวง, โมกเขา, โมกทุ่ง, โมกหลวง (ภาคเหนือ); โมกใหญ่ (ภาคกลาง); ยางพูด (เลย); หนามเนื้อ (เงี้ยว-ภาคเหนือ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : 
ม้ต้นขนาดเล็ก สูง 5-10 เมตร ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม กว้าง 3.5-14 ซม. ยาว 7-30 ซม. ก้านใบยาว 0.4-1.2 ซม. แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ รูปรีหรือขอบขนาน โคนใบป้านหรือรูปลิ่ม ปลายเรียวแหลม หรือเป็นติ่งแหลม ขอบเรียบ ผิวใบด้านบนและด้านล่างเป็นมัน เกลี้ยง หรือมีขนสั้นนุ่ม ดอกช่อแบบช่อกระจุก ดอกย่อยมีก้าน ดอกย่อยที่ด้านข้างเท่ากัน มีขนาดเล็กกว่าดอกย่อยที่ตรงกลางช่อ ช่อดอกยาว 4-14 ซม. ก้านช่อยาว 0.9-3.5 ซม. หรือไม่มีก้านช่อ ทุกส่วนเกลี้ยง หรือมีขนสั้นนุ่ม ดอกย่อยประกอบด้วย ก้านดอกย่อยสั้นมากหรือไม่มีก้าน ก้านดอกย่อย วงกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยก 5 แฉก ปลายของแต่ลุแฉกแหลม วงกลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปดอกเข็ม ปลายแยก 5 แฉก กว้างประมาณ 0.4-0.8 ซม. ยาวประมาณ 0.7-2.3 ซม. สีขาว รูปขอบขนาน ปลายมน เกสรเพศจำนวน 5 อัน แยกกัน เกสรเพศเมีย 1 อัน อยู่เหนือวงกลีบ ผลแตกแนวเดียว รูปแถบเรียวยาว กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาว 37-45 ซม. ก้านผลยาว 1.6-2.5 ซม. เมล็ดจำนวนมาก มีปีกบาง ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ใบ ผล เมล็ดใน กระพี้ แก่น ราก
สรรพคุณ : 
เปลือกต้น - แก้บิด แก้ไข้พิษ ใบ - ขับไส้เดือนในท้อง ผล - ขับโลหิต เมล็ดใน - แก้ไข้ กระพี้ - ฟอกโลหิต แก่น - แก้โรคกลาก ราก - ขับโลหิต วิธีและประมาณที่ใช้ แก้บิด แก้ไข้พิษ ใช้เปลือกต้นโมกหลวง ครึ่งกำมือ (6-10 กรัม) ผสมกับผลมะตูมแห้ง อย่างละเท่า ๆ กัน รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน ตำให้เป็นผง ผสมน้ำผึ้ง ทำเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือใช้ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง
เปลือกต้นมีรสขมฝาดเมาร้อน เป็นยาทำให้เจริญอาหาร
ช่วยบำรุงธาตุทั้งสี่ให้เจริญ ทำให้รู้ปิดธาตุ
ทำให้ฝันเคลิ้ม
กระพี้ช่วยฟอกโลหิต
เปลือกต้นใช้ปรุงเป็นยาแก้เบาหวาน
ผลมีรสฝาดขมร้อน เป็นยาแก้สันนิบาต หน้าเพลิง ช่วยแก้วัณโรคของสตรีอันอยู่ในเรือนไฟ
เมล็ดมีรสฝาดขม สรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ท้องเสีย แก้ไข้อันเกิดเพื่ออติสารโรค ส่วนเปลือกต้นใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้จับสั่น ช่วยแก้ไข้อันเป็นเพื่อลม แก้ไข้อันเป็นเพื่อเลือด แก้ไข้อันเป็นเพื่อเสลด ตำรับยาแก้ไข้พิษ ระบุให้ใช้เปลือกต้นโมกหลวงประมาณ 6-10 กรัม (ครึ่งกำมือ) ผสมกับผลมะตูมแห้ง (อย่างละเท่ากัน) รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน นำมาตำให้เป็นผงผสมกับน้ำผึ้งทำเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือนำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นยาแก้ไข้พิษ
เปลือกต้นแห้งมีสรรพคุณแก้เสมหะเป็นพิษ
ช่วยรักษาหลอดลมอักเสบ
ช่วยขับลม
ช่วยในการขับถ่าย
ช่วยแก้โรคลำไส้
เมล็ดช่วยแก้ท้องเสีย ท้องเดิน ส่วนตำรายาพื้นบ้านอุบลราชธานีจะใช้ส่วนของรากนำมาต้มกับน้ำดื่มแก้ท้องเสีย
ช่วยรักษาท้องร่วง (เปลือกต้น น้ำมันจากเมล็ด)
เมล็ดเป็นยาแก้บิด เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด แก้บิดมูกเลือด ส่วนอีกตำรับให้ใช้เปลือกต้นโมกหลวงประมาณ 6-10 กรัม (ครึ่งกำมือ) ผสมกับผลมะตูมแห้ง (อย่างละเท่ากัน) รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน นำมาตำให้เป็นผงผสมกับน้ำผึ้งทำเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือนำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นยาแก้บิด ส่วนตำรายาพื้นบ้านอุบลราชธานีจะใช้ส่วนของรากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด
เปลือกต้นแห้งที่ป่นละเอียดแล้ว นำมาใช้ทาตัวแก้โรคท้องมานได้
ดอกมีรสฝาดเมา เป็นยาขับพยาธิ ถ่ายพยาธิ ใบช่วยขับพยาธิในท้อง ช่วยขับไส้เดือนในท้อง ส่วนเมล็ดเป็นยาถ่ายพยาธิในลำไส้เล็ก
รากมีรสร้อน ช่วยขับโลหิต ขับโลหิตประจำเดือนของสตรี แก้โลหิตอันร้ายให้ตก ส่วนผลก็ช่วยขับโลหิตเช่นกัน
ช่วยแก้ดีพิการ
ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย
เมล็ดเป็นยาฝาดสมาน ช่วยสมานท้องลำไส้
ช่วยรักษาแผลพุพอง
ช่วยแก้ไฟลามทุ่ง
ใช้รักษาโรคผิวหนัง ส่วนเนื้อไม้หรือแก่นมีรสฝาดเมา เป็นยาแก้โรคผิวหนัง แก้กลากเกลื้อน (เนื้อไม้หรือแก่น)
เปลือกหรือใบนำมาต้มผสมกับน้ำอาบรักษาโรคหิด (เปลือกหรือใบ)
ช่วยรักษาฝี
เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาช่วยระงับอาการปวดกล้ามเนื้อ (หากใช้มากเกินไปจะทำให้นอนไม่หลับและมีอาการปั่นป่วนในท้อง) ส่วนใบก็มีสรรพคุณระงับอาการปวดกล้ามเนื้อเช่นกัน (เปลือกต้น ใบ)
ใบมีรสฝาดเมา ช่วยขับน้ำนมของสตรี
เปลือกต้น - แก้บิด แก้ไข้พิษ ใบ - ขับไส้เดือนในท้อง ผล - ขับโลหิต เมล็ดใน - แก้ไข้ กระพี้ - ฟอกโลหิต แก่น - แก้โรคกลาก ราก - ขับโลหิต วิธีและประมาณที่ใช้ แก้บิด แก้ไข้พิษ ใช้เปลือกต้นโมกหลวง ครึ่งกำมือ (6-10 กรัม) ผสมกับผลมะตูมแห้ง อย่างละเท่า ๆ กัน รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน ตำให้เป็นผง ผสมน้ำผึ้ง ทำเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือใช้ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง
เปลือกต้นมีรสขมฝาดเมาร้อน เป็นยาทำให้เจริญอาหาร
ช่วยบำรุงธาตุทั้งสี่ให้เจริญ ทำให้รู้ปิดธาตุ
ทำให้ฝันเคลิ้ม
กระพี้ช่วยฟอกโลหิต
เปลือกต้นใช้ปรุงเป็นยาแก้เบาหวาน
ผลมีรสฝาดขมร้อน เป็นยาแก้สันนิบาต หน้าเพลิง ช่วยแก้วัณโรคของสตรีอันอยู่ในเรือนไฟ
เมล็ดมีรสฝาดขม สรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ท้องเสีย แก้ไข้อันเกิดเพื่ออติสารโรค ส่วนเปลือกต้นใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้จับสั่น ช่วยแก้ไข้อันเป็นเพื่อลม แก้ไข้อันเป็นเพื่อเลือด แก้ไข้อันเป็นเพื่อเสลด ตำรับยาแก้ไข้พิษ ระบุให้ใช้เปลือกต้นโมกหลวงประมาณ 6-10 กรัม (ครึ่งกำมือ) ผสมกับผลมะตูมแห้ง (อย่างละเท่ากัน) รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน นำมาตำให้เป็นผงผสมกับน้ำผึ้งทำเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือนำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นยาแก้ไข้พิษ
เปลือกต้นแห้งมีสรรพคุณแก้เสมหะเป็นพิษ
ช่วยรักษาหลอดลมอักเสบ
ช่วยขับลม
ช่วยในการขับถ่าย
ช่วยแก้โรคลำไส้
เมล็ดช่วยแก้ท้องเสีย ท้องเดิน ส่วนตำรายาพื้นบ้านอุบลราชธานีจะใช้ส่วนของรากนำมาต้มกับน้ำดื่มแก้ท้องเสีย
ช่วยรักษาท้องร่วง (เปลือกต้น น้ำมันจากเมล็ด)
เมล็ดเป็นยาแก้บิด เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด แก้บิดมูกเลือด ส่วนอีกตำรับให้ใช้เปลือกต้นโมกหลวงประมาณ 6-10 กรัม (ครึ่งกำมือ) ผสมกับผลมะตูมแห้ง (อย่างละเท่ากัน) รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน นำมาตำให้เป็นผงผสมกับน้ำผึ้งทำเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือนำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นยาแก้บิด ส่วนตำรายาพื้นบ้านอุบลราชธานีจะใช้ส่วนของรากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด
เปลือกต้นแห้งที่ป่นละเอียดแล้ว นำมาใช้ทาตัวแก้โรคท้องมานได้
ดอกมีรสฝาดเมา เป็นยาขับพยาธิ ถ่ายพยาธิ ใบช่วยขับพยาธิในท้อง ช่วยขับไส้เดือนในท้อง ส่วนเมล็ดเป็นยาถ่ายพยาธิในลำไส้เล็ก
รากมีรสร้อน ช่วยขับโลหิต ขับโลหิตประจำเดือนของสตรี แก้โลหิตอันร้ายให้ตก ส่วนผลก็ช่วยขับโลหิตเช่นกัน
ช่วยแก้ดีพิการ
ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย
เมล็ดเป็นยาฝาดสมาน ช่วยสมานท้องลำไส้
ช่วยรักษาแผลพุพอง
ช่วยแก้ไฟลามทุ่ง
ใช้รักษาโรคผิวหนัง ส่วนเนื้อไม้หรือแก่นมีรสฝาดเมา เป็นยาแก้โรคผิวหนัง แก้กลากเกลื้อน (เนื้อไม้หรือแก่น)
เปลือกหรือใบนำมาต้มผสมกับน้ำอาบรักษาโรคหิด (เปลือกหรือใบ)
ช่วยรักษาฝี
เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาช่วยระงับอาการปวดกล้ามเนื้อ (หากใช้มากเกินไปจะทำให้นอนไม่หลับและมีอาการปั่นป่วนในท้อง) ส่วนใบก็มีสรรพคุณระงับอาการปวดกล้ามเนื้อเช่นกัน (เปลือกต้น ใบ)
ใบมีรสฝาดเมา ช่วยขับน้ำนมของสตรี
เปลือกต้น - แก้บิด แก้ไข้พิษ ใบ - ขับไส้เดือนในท้อง ผล - ขับโลหิต เมล็ดใน - แก้ไข้ กระพี้ - ฟอกโลหิต แก่น - แก้โรคกลาก ราก - ขับโลหิต วิธีและประมาณที่ใช้ แก้บิด แก้ไข้พิษ ใช้เปลือกต้นโมกหลวง ครึ่งกำมือ (6-10 กรัม) ผสมกับผลมะตูมแห้ง อย่างละเท่า ๆ กัน รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน ตำให้เป็นผง ผสมน้ำผึ้ง ทำเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือใช้ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง
เปลือกต้นมีรสขมฝาดเมาร้อน เป็นยาทำให้เจริญอาหาร
ช่วยบำรุงธาตุทั้งสี่ให้เจริญ ทำให้รู้ปิดธาตุ
ทำให้ฝันเคลิ้ม
กระพี้ช่วยฟอกโลหิต
เปลือกต้นใช้ปรุงเป็นยาแก้เบาหวาน
ผลมีรสฝาดขมร้อน เป็นยาแก้สันนิบาต หน้าเพลิง ช่วยแก้วัณโรคของสตรีอันอยู่ในเรือนไฟ
เมล็ดมีรสฝาดขม สรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ท้องเสีย แก้ไข้อันเกิดเพื่ออติสารโรค ส่วนเปลือกต้นใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้จับสั่น ช่วยแก้ไข้อันเป็นเพื่อลม แก้ไข้อันเป็นเพื่อเลือด แก้ไข้อันเป็นเพื่อเสลด ตำรับยาแก้ไข้พิษ ระบุให้ใช้เปลือกต้นโมกหลวงประมาณ 6-10 กรัม (ครึ่งกำมือ) ผสมกับผลมะตูมแห้ง (อย่างละเท่ากัน) รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน นำมาตำให้เป็นผงผสมกับน้ำผึ้งทำเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือนำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นยาแก้ไข้พิษ
เปลือกต้นแห้งมีสรรพคุณแก้เสมหะเป็นพิษ
ช่วยรักษาหลอดลมอักเสบ
ช่วยขับลม
ช่วยในการขับถ่าย
ช่วยแก้โรคลำไส้
เมล็ดช่วยแก้ท้องเสีย ท้องเดิน ส่วนตำรายาพื้นบ้านอุบลราชธานีจะใช้ส่วนของรากนำมาต้มกับน้ำดื่มแก้ท้องเสีย
ช่วยรักษาท้องร่วง (เปลือกต้น น้ำมันจากเมล็ด)
เมล็ดเป็นยาแก้บิด เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด แก้บิดมูกเลือด ส่วนอีกตำรับให้ใช้เปลือกต้นโมกหลวงประมาณ 6-10 กรัม (ครึ่งกำมือ) ผสมกับผลมะตูมแห้ง (อย่างละเท่ากัน) รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน นำมาตำให้เป็นผงผสมกับน้ำผึ้งทำเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือนำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นยาแก้บิด ส่วนตำรายาพื้นบ้านอุบลราชธานีจะใช้ส่วนของรากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด
เปลือกต้นแห้งที่ป่นละเอียดแล้ว นำมาใช้ทาตัวแก้โรคท้องมานได้
ดอกมีรสฝาดเมา เป็นยาขับพยาธิ ถ่ายพยาธิ ใบช่วยขับพยาธิในท้อง ช่วยขับไส้เดือนในท้อง ส่วนเมล็ดเป็นยาถ่ายพยาธิในลำไส้เล็ก
รากมีรสร้อน ช่วยขับโลหิต ขับโลหิตประจำเดือนของสตรี แก้โลหิตอันร้ายให้ตก ส่วนผลก็ช่วยขับโลหิตเช่นกัน
ช่วยแก้ดีพิการ
ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย
เมล็ดเป็นยาฝาดสมาน ช่วยสมานท้องลำไส้
ช่วยรักษาแผลพุพอง
ช่วยแก้ไฟลามทุ่ง
ใช้รักษาโรคผิวหนัง ส่วนเนื้อไม้หรือแก่นมีรสฝาดเมา เป็นยาแก้โรคผิวหนัง แก้กลากเกลื้อน (เนื้อไม้หรือแก่น)
เปลือกหรือใบนำมาต้มผสมกับน้ำอาบรักษาโรคหิด (เปลือกหรือใบ)
ช่วยรักษาฝี
เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาช่วยระงับอาการปวดกล้ามเนื้อ (หากใช้มากเกินไปจะทำให้นอนไม่หลับและมีอาการปั่นป่วนในท้อง) ส่วนใบก็มีสรรพคุณระงับอาการปวดกล้ามเนื้อเช่นกัน (เปลือกต้น ใบ)
ใบมีรสฝาดเมา ช่วยขับน้ำนมของสตรี
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/
ข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/